ถ้าคุณเป็นคนรักการแต่งกายทางเว็บเรามีเทคนิคกายแต่งกาย Blog

แฟชั่นเกาหลี 0

แฟชั่นเกาหลี แต่งตัวไปทำงานแบบไหน ไม่มีเอาท์ ดูดีและน่ามอง

แฟชั่นเกาหลี ไปทำงานนั้น สาว ๆ หลายคนมีความกังวล

แฟชั่นเกาหลี ว่า จะแต่งตัวแบบไหน ให้ออกมาดูดี น่ามอง และน่าสนใจ แบบไม่เชย ไม่ต้องเรียบร้อยแบบคุณป้า แต่เป็นการเรียบร้อยในสไตล์ของสาวยุคใหม่ ซึ่งวันนี้เรามีไอเดียการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสาวออฟฟิศ  ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

  • เสื้อเชิ้ตกับกระโปรง

เสื้อเชิ้ต สามารถนำ มามิกด์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับการแต่งงตัว ไปทำงานได้หลากหลาย แต่การเลิกือเสื้อเชิ้ตควรเป็น เป็นแนวแฟชั่น ที่ดูทันสมัย ใส่แล้วไม่แก่อย่างเทรนด์ที่ มาแรงในขณะนี้ก็คือ เทรนด์เสื้อผ้าเกาหลี ซึ่งเป็นมีเสื้อผ้าที่หลากหลายแนว รวมทั้ง ยังมีเสื้อเชิ้ตที่ใส่ทำงานได้  ซึ่งสามารถใส่ได้ทั้งกระโปรง หรือ กางเกงก็ได้ อยู่ที่คุณจะสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบุคลิกของคุณนั่นเอง  ซึ่งจะทำให้คุณดูสวยเป็นสาวสมัยใหม่ ที่เก่งทั้งการทำงานและมีเสน่ห์อย่างยิ่งค่ะ

  • กระโปรงแบบต่าง ๆ

กระโปรงที่ใส่ทำงานนั้น จะต้องไม่ใช่กระโปรงที่ใส่แล้วดูโป๊ หรือสั้นจนเกินไป แต่ต้องเป็นกระโปรงที่ใส่แล้วดูสุภาพ  อีกทั้งยังสามารถกระโปรงที่ไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าเกาหลี ที่มีสไตล์ที่หลากหลาก ก็ช่วยในการแต่งตัวไปทำงานของคุณดูสวยงาม แต่คุณก็ควรที่จะเลือกใส่ กระโปรงให้เหมาะสมกับ รูปร่าง หากเป็นคนที่มีสะโพกใหญ่ ก็ไม่ควรที่จะใส่กระโปรงที่รัดรูปจนเกินไปนัก ควรใส่กระโปรงที่ช่วยการอำพรางสะโพก ของคุณได้ จะดูดีและสวยงามกว่าค่ะ  คาสิโน

  • กางเกงทรงสุภาพ

กางเกงใส่ทำงาน  จะต้องเป็นกางเกงที่มีทรงสุภาพ ไม่ใช่กางเกงรัดรูป หรือ กางเกงขาสั้น ซึ่งการเลือกกางเกงทรงสุภาพนั้นจะช่วยให้คุณผู้หญิงดูดี ที่มีเสน่ห์ มีความน่าสนใจ ซึ่งคุณควรที่จะเลือกสีกางเกงแบบพื้น ๆ เช่น สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำเงิน เป็นต้น อีกทั้งยัง ต้องเสือกทรงกางเกงให้เหมาะ กับรูปร่างของคุณด้วย จึงจะสามารถใส่ออกมาแล้วดูสวย เหมาะสม และมีความพอดี ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนจะมีรูปร่าง ที่แตกต่างกัน ดังนั้นก็ควรเลือกใส่กางเกงให้เหมาะกับหุ่นมากที่สุด

  • ชุดเดรสทำงาน

เป็นการแต่งตัวที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดี และมั่นใจขึ้นได้ แต่ก็ควรที่จะเลือกชุดเดรสทำงาน ที่มีสีพื้น หรือ สีที่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ความยาวก็ควรปะมาณเข่า ไม่ยาวจนรุ่มร่ามหรือไม่สั้นจนเกินไป เน้นความสุภาพ และดูดีเป็นหลัก และ ก็สามารถหาเสื้อสูทสวย ๆ สักตัวในการมาสวมทับ เพื่อให้ดู เป็นผู้หญิงที่มีความทันสมัย แต่งตัวถูกกาลเทศะ  หรือ จะหาเครื่องประดับสวย ๆ มาใส่เพิ่มความทันสมัย

 

 

 

 …

0

10 สกินแคร์ยอดนิยม ในญี่ปุ่น

ในปัจจุบันนี้ มลภาวะและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแสงแดด ต่างเป็นปัจจัยหลักในการดูแลผิว
ทำให้การล้างหน้าทำความสะอาดหน้าแบบะรรมดานั้นคงยังไม่พอ
แต่อาจจะต้องมีการดูแลและบำรุงผิวเพื่อเป็นการช่วยปกป้องผิวอีกทางหนึ่งด้วย
บทความนี้จะมาแนะนำเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวที่ควรมีติดบ้าน ที่ผู้หญิงไม่ควรพลาด
1.เซรั่มรอบดวงตา Meishoku placenta Whitening eye cream
เซรั่มลดริ้วรอยรอบดวงตา ลดความหย่อนคล้อย จุดด่างดำ เนื้อครีมเข้มข้นด้วยส่วนผสมของรกแกะ คอลลาเจน
สารสกัดจากข้าวบาร์เลย์
2.SANA Nameraka Honpo Cleansing Foam
โฟมล้างหน้าเต้าหู้ ด้วยนสารสกัดจากน้ำนมถั่วเหลืองที่เต็มไปด้วยสาร Phytoestrogen
ที่ช่วยฟื้นฟูผิวเสียให้กลายเป็นผิวสวย ที่สำคัณปราศจากสีและน้ำหอม
3.Lululun Precious Red
มาร์คหน้าสูตรใหม่ล่าสุดซึมซับเข้าสู่ผิวได้เร็วยิ่งขึ้นทำให้หน้าเด้งใส
สารสกัดหลักคือนเมล็ดข้าวและวิตามินอีกหลายชนิด ปรับให้หน้ากระชับเนียนนุ่ม
4.Hatomugi Naturie Skin Conditioning Gel
สำหรับคนที่ผิวแห้ง เจอแดดทำร้าย และผิวที่มีสิวอีกด้วย
สารสกัดหลักๆมาจากลูกเดือยพร้อมสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากสารที่ทำให้ผิวระคายเคืองไม่มีสี
กลิ่นและแอลกอฮอล์
5.SANA Nameraka Honpo Cleansing Foam
โฟมล้างหน้าเต้าหู้ ด้วยนสารสกัดจากน้ำนมถั่วเหลืองที่เต็มไปด้วยสาร Phytoestrogen
ที่ช่วยฟื้นฟูผิวเสียให้กลายเป็นผิวสวย ที่สำคัณปราศจากสีและน้ำหอม
6.Kanebo Allie Extra UV Gel (mineral moist neo) SPF 50+ pa++++
ครีมกันแดดกันน้ำที่เป็นเบสเมคอัพได้ในตัวเดียวกัน และยังมีสารบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมกันแดดไปในตัว
จุดเด่นคือกันน้ำขั้นเทพ
7.Shiseido Maquillage Dramatic Skin Sensor Base UV
เมคอัพเบสผสมกันแดดเนื้อลิควิดเกลี่ยง่าย ซึมเร็ว หน้าไม่หมองระหว่างวัน
8.Sugao air fit CC cream SPF23PA+++
cc cream เนื้อ powdery finish แห้งสบาย ปกปิดผิวหน้าที่ไม่สีไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนดูกว้าง
ใช้แล้วหน้าดูไบรท์มีออร่า ปกป้องแบบ 3 in 1 ทั้งรองพื้น เมคอัพเบส และกันแดด ใช้ได้ทุกผิวแม้แพ้ง่าย
เพราะไม่มีกลิ่น สี และแอลกอฮอลล์
9.Hada Labo Perfect gel
แบรนด์ที่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย เนื้อแบบเจลเบาๆเกลี่ยง่ายลื่นๆปราศจากสารที่ทำให้ เกิดการแพ้
ด้วยกรดไฮยาลูรอนถึง 3 ชนิด ที่ทำให้ผิวเนียนกระชับ รูขุมขมเล็กลง และหน้าเนียนเด้งๆ ใช้ตัวเดียวสวยแบบ 3 in1
10.Ettusais aqua foundation
รองพื้นเนื้อแป้งน้ำ ใช้ง่าย แห้งเร็ว เกลี่ยง่าย รู้สึกฉ่ำผิวหน้า ด้วยส่วนผสมของน้ำแร่และสารสกัดจากโรสแมรี่…

0

เทคนิคการแต่งกายให้ดูดี

1.เลือกโทนสีอ่อนหรือสีเบจ และเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.อย่านุ่งสั้นจนเกินไป หรือคับจนเกินไป
แฟชั่นที่แบบรัดติ้วทั้งบนทั้งล่าง ที่คิดว่าเซ็กซี่ แต่งไปแล้วดูไม่แพงสุด ๆ ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่รัดได้
แต่อย่าฟิตทั้งบนทั้งล่าง ถ้าจะเลือกเสื้อรัดก็ให้ใส่กางเกงหรือกระโปรงที่หลวม ๆ ที่มีระบาย
แต่ถ้าอยากใส่กางเกงหรือกระโปรงรัด เสื้อด้านบนก็ควรหลวม
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ แบรนเนม
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป้นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป้นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที…

0

4 แบรนด์ดังผู้ผลิตรองเท้าผ้าใบแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย 2

ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงสองแบรนด์ดังอย่างไนกี้
และอาดิดาสกันไปแล้วครั้งนี้เราจะพาไปแนะนำแบรนด์ดังผู้ผลิตรองเท้าแฟชั่นอีกสองแบรนด์ที่เหบือ
ซึ่งรับรองได้ว่าคุณจะต้องชอบอย่างแน่นอน
คอนเวิร์ส
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือเจ้าแห่งการผลิตรองเท้าแฟชั่นแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว
สำหรับคอนเวิร์สนั้นมีประวัติมาอย่างยาวนานที่มีอายุเก่าแก่เกือบร้อยปีเข้าไปแล้ว
ซึ่งนับตั้งแต่มีการก่อตั้งแบรนด์คอนเวิร์สขึ้นมาบนโ,กก็ถือได้ว่ามันได้รับความนิยมอย่างสูงเลยทีเดียวจะเ
ห็นได้ว่าในยุโรปนั้นคอยเวิร์สได้รับความนิยมแบบสุดๆไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหนวัยใดก็มักจะมีคอยเวิร์สสั
กคู่จับจองเป็นเจ้าของเสมอ
สำหรับคอนเวิร์สจัดว่าเป็นรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดยี่ห้อหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้
โดยทรงที่ทางคอนเวิร์สมักดีไซน์ออกมาให้เราได้เห็นกันบ่อยๆคือรองเท้าที่นำผ้ามาใช้เป็นวัสดุหลักของ
ตัวรองเท้ามีรูสองรูด้านข้างเท้า
และส่วนหัวเป็นยางกลมๆด้านหลังส้นรองเท้าเป็นผ้าแบบเย็บติดอีกชั้นหนึ่งนี่คือดีไซน์ที่สุดคลาสสิคของค
อนเวิร์ดที่แม้เวาจะผ่านมานานแค่ไหน
การดีไซน์นี้ยังคงถูกสืบทอดไปถึงรุ่นปัจจุบันของคอนเวิร์สด้วยเช่นเดียวกัน
จะบอกว่าคอนเวิร์สเป็นรองเท้าที่เพียงแค่ได้เห็นการดีไซน์ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นคอนเวิร์สก็คงไม่ผิด
นักเพราะทุกการดีไซน์ในแต่ละรุ่นถูกแฝงด้วยความเป็นคอนเวิร์สสุดๆเลยทีเดียว
นอกจากนี้คอนเวิร์สยังเดินหน้าผลิตดีไซน์แบบอื่นๆออกมาวางจำหน่ายสู้กับคู่แข่งด้วยเช่นกัน
ซึ่งมีการดีไซน์สินค้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาอย่างเช่นรองเท้าหุ้มข้อที่ถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกกระชับใส่สบายเดินสะดวกแถมยังดูโดดเด่นเวลาสวมใส่อีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้คอนเวิร์สได้รับความนิยมคือนั่นคือการเป็นรองเท้าที่มีความทนทานอย่างมากต่อการใช้งาน
หนังไม่บอกง่ายพื้นไม่สึกง่ายรวมถึงพื้นด้านในก็ยังนิ่ม
และทนต่อการกดทับจะเห็นว่าคนชอบใส่ยีนส์มักเลือกคอนเวิร์สเป็นรอวเท้าคู่ใจนั่นเอง
พูม่า
ถ้ากล่าวถึงแบรนด์ดังอย่างพูม่าหลายคนอาจจะนึกไปถึงรองเท้าวิ่งหรือรองเท้าฟุตบอลเสียมากกว่าที่ทำใ
ห้พูม่ากลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นขึ้นมา
แต่แท้จริงแล้วการผลิตรองเท้าแฟชั่นของพูม่าเองนั้นมีความโดดเด่นไม่น้อยหน้าแบรนด์อื่นเลยทีเดียวโด
ยเฉพาะรุ่นพูม่าคาสสิคที่แทบจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิตติดลมบนตลอดกาลของแบรนด์นี้ไปแล้ว
นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของพูม่าคือหนังรองเท้าที่นำมาผลิตนั้นมีความทนทาน
พื้นก็ทนทานส่วนเรื่องของการดีไซน์ก็ต้องยกนิ้วให้ทำให้มันยัควได้รับความนิยมเสมอ…

0

มาทำความรู้จัก Nike Air Max 98

ในปี 2018 นี้ มีรองเท้าของไนกี้ ที่ครบรอบ 30 ปีเช่นเดียวกันนั่นก็คือ Nike
Air Max 98 รองเท้ารุ่นนี้เปรียบเหมือนรองเท้าที่อยู่ใต้ร่มเงาของไนกี้ Air Max 97
มาตลอด อาจจะเพราะน่าตาของมันมีความคล้ายกับรุ่นปีก่อนหน้า
และดูไม่โดดเด่นเท่า แต่มันก็เป็นที่นิยมไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
ไปรู้จักกับ 10 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Nike Air Max 98 รองเท้าที่ขึ้นชื่อว่า
Underrated ที่สุดในประวัติศาสตร์ รองเท้ารุ่น Air Max ของไนกี้
1.Nike Air Max 98 ถูกออกแบบโดย เซอร์จิโอ โลซาโน (Sergio Lozano) ชายผู้ออกแบบ
Air Max 95
2.ตอนที่ Air Max 98 รุ่นแรก ถูกวางออกจำหน่าย มันไม่ได้เป็นที่นิยมนัก
อีกทั้งหลายคนยังมองว่ามันมีราคาแพงเกินไป
3.แม้รองเท้าตระกูลซีรีส์ Air Max จะพยายามคิดค้นเทคโนโลยี Air bubbles ใหม่ ๆ
ออกมาเพื่อพัฒนาให้เข้ากับรองเท้ารุ่นใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า Air Max 98
ยังคงใช้พื้นรองเท้าเทคโนโลยีจาก Air Max 97
4.รู้หรือไม่ว่า ในส่วนรองเท้าไซส์เด็กของ Air Max 98
ไนกี้ได้หยิบเอาตัวพื้นของรองเท้า Air Max 95 มาใส่ไว้ในรองเท้ารุ่นนี้ด้วย
5.กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ารองเท้ารุ่นนี้ หรือรุ่น Nike Air Max OG
colorway “Gundam” ผลิตออกมาให้สาวกการ์ตูนหุ่นยนต์กันดั้ม ได้สะสมกัน
แต่ในความจริงแล้ว
ทางไนกี้และทางกันดั้มไม่เคยมีการร่วมมือในการผลิตรองเท้ารุ่นนี้ใด ๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งสีของรองเท้ารุ่นนี้มันดันไปบังเอิญเหมือนกับหุ่นยนต์ตัวเอกในเรื่อง
จึงกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาตลอดของแฟนๆ
6. ในช่วงปี 1998 ทางไนกี้ได้ปล่อยรองเท้านอกเหนือจากรุ่น Air Max 98
ออกมาหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น the Air Max 98 TL, Air Max Tailwind III, Air Max Plus
และ retro of the Air Max 95 ซึ่งหลาย ๆรุ่นได้รับความนิยมมากกว่า รุ่นเรือธงอย่าง Air
Max 98 ซะด้วยซ้ำ
7.The Air Max 98 ถูกนำกลับมาผลิตเป็นรุ่นพิเศษอีกครั้ง ในปี 2000
โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีในรุ่น Air Max 95
8.The Air Max 98 ถูกนำกลับมาผลิตเป็นรุ่นพิเศษเป็นครั้งที่สองในปี 2014
มาพร้อมสีใหม่สี แดง เทา ขาว และถูกวางขายในราคา $100 เหรียญสหรัฐฯ
9.ในปี 2016 Supreme แบรนด์เสื้อผ้าสตรีท ได้จับมือร่วมกับไนกี้ ออกรองเท้ารุ่นพิเศษ
Supreme’s Air Max 98
10.Air Max 98 มักเป็นร้องเท้าที่มักถูกใครหลายคนเมิน ในปี 2005
ไนกี้ได้จัดเคมเปญที่มีชื่อว่า “History of Air”
ซึ่งเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของตำนานรองเท้าซีรีส์นี้ ซึ่ง Air Max 98
ไม่ได้ถูกเอยชื่อหรือพูดถึงเลยแม้แต่น้อง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2015
ในงาน Air Max Day งานที่ไนกี้เล่าถึงความสำเร็จของรองเท้ารุ่นนี้ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่
Air Max 98 ไม่ได้ถูกพูดถึงเลย…

0

มาทำความรู้จัก Nike Air Max 98

ในปี 2018 นี้ มีรองเท้าของไนกี้ ที่ครบรอบ 30 ปีเช่นเดียวกันนั่นก็คือ Nike
Air Max 98 รองเท้ารุ่นนี้เปรียบเหมือนรองเท้าที่อยู่ใต้ร่มเงาของไนกี้ Air Max 97
มาตลอด อาจจะเพราะน่าตาของมันมีความคล้ายกับรุ่นปีก่อนหน้า
และดูไม่โดดเด่นเท่า แต่มันก็เป็นที่นิยมไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
ไปรู้จักกับ 10 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Nike Air Max 98 รองเท้าที่ขึ้นชื่อว่า
Underrated ที่สุดในประวัติศาสตร์ รองเท้ารุ่น Air Max ของไนกี้
1.Nike Air Max 98 ถูกออกแบบโดย เซอร์จิโอ โลซาโน (Sergio Lozano) ชายผู้ออกแบบ
Air Max 95
2.ตอนที่ Air Max 98 รุ่นแรก ถูกวางออกจำหน่าย มันไม่ได้เป็นที่นิยมนัก
อีกทั้งหลายคนยังมองว่ามันมีราคาแพงเกินไป
3.แม้รองเท้าตระกูลซีรีส์ Air Max จะพยายามคิดค้นเทคโนโลยี Air bubbles ใหม่ ๆ
ออกมาเพื่อพัฒนาให้เข้ากับรองเท้ารุ่นใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า Air Max 98
ยังคงใช้พื้นรองเท้าเทคโนโลยีจาก Air Max 97
4.รู้หรือไม่ว่า ในส่วนรองเท้าไซส์เด็กของ Air Max 98
ไนกี้ได้หยิบเอาตัวพื้นของรองเท้า Air Max 95 มาใส่ไว้ในรองเท้ารุ่นนี้ด้วย
5.กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ารองเท้ารุ่นนี้ หรือรุ่น Nike Air Max OG
colorway “Gundam” ผลิตออกมาให้สาวกการ์ตูนหุ่นยนต์กันดั้ม ได้สะสมกัน
แต่ในความจริงแล้ว
ทางไนกี้และทางกันดั้มไม่เคยมีการร่วมมือในการผลิตรองเท้ารุ่นนี้ใด ๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งสีของรองเท้ารุ่นนี้มันดันไปบังเอิญเหมือนกับหุ่นยนต์ตัวเอกในเรื่อง
จึงกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาตลอดของแฟนๆ
6. ในช่วงปี 1998 ทางไนกี้ได้ปล่อยรองเท้านอกเหนือจากรุ่น Air Max 98
ออกมาหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น the Air Max 98 TL, Air Max Tailwind III, Air Max Plus
และ retro of the Air Max 95 ซึ่งหลาย ๆรุ่นได้รับความนิยมมากกว่า รุ่นเรือธงอย่าง Air
Max 98 ซะด้วยซ้ำ
7.The Air Max 98 ถูกนำกลับมาผลิตเป็นรุ่นพิเศษอีกครั้ง ในปี 2000
โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีในรุ่น Air Max 95
8.The Air Max 98 ถูกนำกลับมาผลิตเป็นรุ่นพิเศษเป็นครั้งที่สองในปี 2014
มาพร้อมสีใหม่สี แดง เทา ขาว และถูกวางขายในราคา $100 เหรียญสหรัฐฯ
9.ในปี 2016 Supreme แบรนด์เสื้อผ้าสตรีท ได้จับมือร่วมกับไนกี้ ออกรองเท้ารุ่นพิเศษ
Supreme’s Air Max 98
10.Air Max 98 มักเป็นร้องเท้าที่มักถูกใครหลายคนเมิน ในปี 2005
ไนกี้ได้จัดเคมเปญที่มีชื่อว่า “History of Air”
ซึ่งเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของตำนานรองเท้าซีรีส์นี้ ซึ่ง Air Max 98
ไม่ได้ถูกเอยชื่อหรือพูดถึงเลยแม้แต่น้อง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2015
ในงาน Air Max Day งานที่ไนกี้เล่าถึงความสำเร็จของรองเท้ารุ่นนี้ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่
Air Max 98 ไม่ได้ถูกพูดถึงเลย…

0

วิ่งแบบพี่ตูนกับรองเท้า NIKE ZOOM “PEGASUS”

เรียกได้ว่ากีฬาวิ่ง ตอนนี้เป็นกีฬาโปรดและเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของหลายคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทางแบรนด์ดังต่างก็ต้องพัฒนารองเท้าวิ่งให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและสูงขึ้นเพื่อรองรับการวิ่งที่แตกต่างของหลายคนโดยเฉพาะ
ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่านี้คือ ZOOMX FOAM มันถูกบรรจุอยู่ในรองเท้าวิ่งตัวล่าสุดตระกูล
Pegasus กับรุ่น NIKE ZOOM PEGASUS TURBO กับคำนิยามสั้นๆความเร็วที่เหนือระดับ
ดูแล้วสายวิ่งที่อยากเพิ่มสปีด ก็ต้องหันมามองเทคโนโลยี ZOOMX FOAMในรองเท้าวิ่งรุ่นนี้แล้วล่ะ
มองผ่านนอกถ้ารู้สึกว่าคล้ายๆ กับ Nike Zoom Vaporfly Elite และ Nike Zoom Vapor Fly 4%
แสดงว่าคุณตาถึง เพราะรองเท้าวิ่งรุ่น NIKE ZOOM PEGASUS TURBO
ได้แรงบันดาลใจมาจากรองเท้าวิ่งมาราธอนสองรุ่นนี้ และใช้โฟม ZoomX ที่ตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษ
และส่วนส้นที่ถูกออกแบบตามหลักการของแอโรไดนามิค
คราวนี้ก็มาถึง 3 สิ่งน่ารู้เทคโนโลยี "ZOOMX FOAM" ในรองเท้าวิ่ง NIKE ZOOM PEGASUS TURBO
1. สามารถส่งคืนพลังงานกลับได้ถึงร้อยละ 85 สูงสุดในบรรดาโฟมทุกชนิดจากไนกี้
2. นอกจากนี้ยังเป็นโฟมของไนกี้ที่น้ำหนักเบาที่สุด (รองเท้าผู้ชาย ไซส์ 10
หนักประมาณข้างละ 8.4 ออนซ์ (238 กรัม) และรองเท้าผู้หญิง ไซส์ 8 หนักประมาณ
6.9 ออนซ์ (195 กรัม)
3. ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในรองเท้าวิ่ง 3 รุ่น ได้แก่ Zoom Vaporfly Elite
(ซึ่งเป็นรุ่นที่นักกีฬา Breaking2 ใส่) Zoom Vaporfly 4% และล่าสุด Zoom Pegasus Turbo
งั้นจะขยายความให้รู้เป็นข้อๆ ไป …
หลักการของการส่งคืนพลังงานกลับ
ขออธิบายเรื่องฟิสิกส์คร่าวๆ ก่อนว่า พลังงานสามารถส่งผ่านได้ไม่มีอะไรที่หยุดยั้งหรือเลียนแบบการส่งผ่านพลังงานได้
หน้าที่ของโฟมก็คือช่วยลดปริมาณพลังงานที่สูญเสียไประหว่างที่เกิดแรงกระแทกโดยใช้แรงเข้าต้าน (เวลาวิ่ง แรงต้านขึ้นอยู่กับการก้าว ความเร็ว
และการลงน้ำหนัก)
โฟมจะเด้งตัวกลับสู่รูปทรงเดิมทุกครั้งที่เท้าของคุณยกขึ้นจากพื้นและยิ่งกลับไปสู่รูปทรงเดิมได้มากเท่าไหร่
ก็มีการส่งคืนพลังงานกลับเข้าไปในโฟมได้มากเท่านั้น
สิ่งที่รุ่น Turbo ไม่ได้นำมาใช้ต่อจากรุ่น Nike Zoom Vaporfly Elite และ Nike Zoom Vapor Fly
4% ก็คือแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ เหตุผลก็คือ แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์มีความแข็ง
ช่วยเพิ่มแรงดีดส่งตัวขณะที่วิ่ง ทำให้นักวิ่งสามารถเด้งฝีเท้าได้เร็ว
และให้ความรู้สึกคล่องตัวและแข็ง นักวิ่งระดับโลกที่เคยใส่รองเท้าชนิดนี้วิ่ง
(และคว้าชัยชนะ) ในงานมาราธอนมาแล้วได้แก่ Eliud Kipchoge และ Galen Rupp
พวกเขาเล่าว่ารองเท้าชนิดนี้เหมาะกับวันแข่งขันแต่อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน
(ไม่ได้อยากให้รองเท้ามีแรงดีดมากขนาดนั้นในทุกฝีก้าว) แต่โฟม ZoomX
เป็นโฟมที่ส่งคืนพลังงานกลับได้ดีที่สุดของไนกี้ และให้ความรู้สึกสบาย
ถูกใจนักวิ่งและเหมาะกับการซ้อมวิ่งประจำวัน
การดูดซับแรงกระแทก
ลองนึกภาพดู รองเท้าวิ่งก็เหมือนระบบกันกระแทกสำหรับร่างกายของคุณ
ระบบกันกระแทกที่มีในรถยนต์มีไว้เพื่อลดแรงปะทะและช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวเวลาที่รถวิ่งผ่านถนนขรุขระหรือหลุม
ระบบกันกระแทกของรถแข่งต้องทำหน้าที่ควบคุมแรงกดบนสนามเพื่อให้รถวิ่งได้เร็วและควบคุมทิศทางได้ดี
ส่วนรถบรรทุกนั้นต้องการระบบกันกระแทกที่มีประสิทธิภาพสูงและทำจากฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่ง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระบบกันกระแทกนั้นมีหน้าที่แตกต่างกันไปแต่ก็เป็นสิ่งที่รถทุกคันต้องมี รองเท้าก็เช่นกัน
การวิ่งที่แตกต่างกันก็ต้องการระบบกันกระแทกที่แตกต่างกันออกไป…

0

พร็อบแต่งตัวสุดฮิต2018

สำหรับผู้หญิงแล้วนั้น ความสวยงามต้องมาเป็นที่1 ทั้งเรื่องการแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม
ทุกอย่างล้วนเป้นสิ่งที่ผู้หญิงขาดไม่ได้ เครื่องประดับหรือพร็อบก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้เสื้อผ้าเลยทีเดียว
เพราะจะบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ และยังช่วยเสริมสร้างบุคลิกอีกด้วย
บทความนี้จะมานำเสนอพร็อบที่คุณสาวๆจะขาดไม่ได้เลย เมื่อต้องออกนอกบ้าน
1. แหวน
เป็นเครื่องประดับที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด เป็นที่นิยมของผู้หญิงจำนวนมาก
บางคนถ้าไม่ได้ใส่จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองไปเลยทันที เหมือนมันขาดอะไรไปซักอย่าง
จึงเป็นเครื่องประดับสุดฮิตที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ชอบซื้อมาใส่
2.นาฬิกา
สิ่งนี้เป้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย และเป็นสิ่งที่เรียกว่าสามารถเปลี่ยนลุคของคุณได้
นาฬกาก็มีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทั้งธรรมดา ไปจนถึงนาฬิกาแบรนด์เนมหรู
ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ซื้อใส่
3.ต่างหู
เชื่อหรือไม่ว่า การใส่ต่างหูทำให้คุณดูทันสมัยขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นต่างหูเล็กติดหู หรือต่างหูที่ห้อยระย้า
ก็สามารถเสริมสร้างบุคลิกได้ดีทีเดียว แต่การใส่ต่างหูนั้นก็ควรเลือกต่างหูที่เข้ากับรูปหน้าของผู้ใส่
และควรให้แมทกับการแต่งกายในวันนั้น
4.สร้อยคอ ทอง,เงิน
สร้อยสีทองจะช่วยอัพลุคให้ดูสวยเจิดจรัสน่ามอง แต่คุณควรต้องมีสร้อยเงินไว้ด้วยสักเส้น เพื่อให้แมทคู่กับทุกชุด
ซึ่งบางลุคนั้นสร้อยทองอาจะไม่เหมาะเสมอไป
5.หมวก
บางวันหากคุณแต่งตัวเบาๆ แต่อยากเพิ่มความชิคให้กับลุควันนั้น
คุณสามารถหยิบหมวกมาสักใบเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับชุดของคุณในวันนั้น หมวกยังมีให้เลือกอีกหลายรูปแบบ
เช่น หมวกเก็บ หมวกปีกรอบ ซี่งหมวกแต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
6.ผ้าพันคอ
ถึงแม้ว่าอากาศเมืองไทยจะไม่ได้หนาว
แต่ผู้หญิงควรมีผ้าพันคอไว้ประดับตกแต่งเครื่องแต่งกายเพื่อให้ดูดีได้เช่นกัน
ลองแมทผ้าพันคอกับลุคสบายๆในวันสบายๆ ก็เพิ่มสีสันให้กับการแต่งกายวันนั้นได้ไม่น้อยทีเดียว
7.รองเท้า
รองเท้าคือสิ่งที่บ่งบอกรสนิยม และการแต่งกายของลุคนั้น
เชาแต่งแนวสปอร์ตก็อาจสวมผ้าใบสักคู่เพื่อเพิ่มความเท่ห์ หรือหากอยากเป็นสาวหวาน คัทชูคือสิ่งที่ต้องมีติดไว้
โดยรองเท้าที่สวมใส่ควรเข้ากับบุคลิกของผู้สวมใส่ รวมถึงความเหมาะสมและลักษณะรูปร่าง เช่น
หากเป็นสาวขายาวอาจจะโชคดีหน่อย คือสวมใส่รองเท้าได้เกือบทุกแบบเลยก็ว่าได้
แต่หากเป็นสาวที่ช่วงขาไม่ได้ยาวมากนัก ก็อาจจะต้องเพิ่มความยาวให้กับช่วงขา ด้วยรองเท้าส้นสูง
หรืออาจใส่เป็นรองเท้าที่โชว์หน้าขาเพื่อทำให้ขาดูยาวขึ้นนั้นเอง…

0

2 แบรนด์ดังผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นที่นอกจากจะถูกยังคุณภาพดี

สำหรับของดีราคาถูกแน่นนว่าเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนเพราะนอกจากเราจะได้สินค้าที่มีราคาถูกแ
ล้วยังได้สินค้าที่มีคุณภาพอีกด้วย
จริงอยู่ที่หากพูดถึวของถูกก็มักถูกมองไปว่าอาจเป็นสินค้าที่ไร้คุณภาพใช้ไม่นานก็คงพัง
แต่สำหรับสองแบรนด์ดังที่เราจะกล่าวถึงนั้นจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในไทย
และต่างแดนยังเป็นแบรนด์ที่สินค้ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพอย่างมากแถมยังราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย
จะเป็นแบรนด์ใด และน่าสนใจแค่ไหนไปติดตามกันเลย
เอชแอนส์เอ็ม
เริ่มกันที่แบรนด์แรกกับเอชแอนส์เอ็มใครชื่นชอบเสื้อผ้าหรือของใช้ต่างๆในการแต่งตัวที่เป็นแบบมินิมอล
หรือเรียบหรูดูดีก็ห้ามพลาดที่จะมาเลือกช็อปกับแบรนด์นี้โดยเด็ดขาด
เพราะถือได้ว่าเอชแอนส์เอ็มมีดีไซน์ที่เป็นตัวเองสุดๆ
สินค้าส่วนใหญ่ของที่นี่มักถูกดีไซน์ออกมาให้ดูเรียบ แต่เต็มไปด้วยพลัง และความสวยงามที่ทั้งเรียบ
แต่ดูดีในตัว สินค้าก็มีตั้งแต่เสื้อ กางเกง โค้ท ผ้าพันคอ แหวน หมวก รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ
เสื้อกันหนาวรวมไปถึงแว่นกันแดดก็มีจำหน่ายเรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวครบจบทุกอย่างเพราะเขามีสินค้าเ
กี่ยวกับแฟชั่นวางขายครบครัน
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอชแอนส์เอ็มได้รับความนิยมอย่างมากจากบรรดานักช็อปนั่นคือเรื่องของราคาจริงอยู่ที่สิน
ค้าบางประเภทจะดูมีราคาสูง
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีสินค้าของดีราคาถูกให้เลือกเต็มร้านอย่างเช่นรองเท้าผ้าใบที่ราคาเพียง 699
บาทแต่ดีไซน์สวย และน่าใส่สุดๆหรือจะเป็รเสื้อยืดที่ผบิตจากคอตตอนชั้นดี แต่ราคาแค่ 199
บาทเท่านั้นเอง
นอกจากนี้เอชแอนส์เอ็มยังขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งการจัดโปรโมชั่นอีกด้วย
เพราะเกือบตลอดปีก็มักมีสินค้านำมาลดราคากันอยู่เสมอแถมไม่ได้ลดน้อยลดเยอะอีกต่างหากสินค้าบางอ
ย่างถูกหั่นราคาลงกว่าคึ่งเลยทีเดียวเรียกได้ว่าได้ทั้งของถูกแถมดีอีกด้วยทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับค
วามนิยมไม่น้อยในวงการแฟชั่นเลยทีเดียว
ยูนิโคล
หากพูดถงเรื่องคุณภาพของสินค้ายูนิโคลก็ไม่น้อยหน้าเอชแอนส์เอ็มเพียงแต่อาจจะมีราคาที่สูงกว่านิดห
น่อยอย่างไรก็ตามหากดูที่การดีไซน์ยูนิโคลถือเป็นแบรยนด์หนึ่งที่ผลิตสินค้าออกมาได้อย่างน่าสนใจเลย
ทีเดียวส่วนเรื่องของราคาก็มีให้เลือกหลายแบบ
สำหรับสินค้าก็มีทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตัวที่ที่สำคัญมักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาบ่อยๆอีกด้วย…

0

ประวัติ “บ็อบ มาร์เลย์” นักร้องทรงอิทธิพล สู่ผู้นำแฟชั่น สไตล์“เรกเก้”

บ็อบ มาร์เลย์ มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต เนสต้า มาร์เลย์เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1945ในเขตชนบทของประเทศจาไมก้า
สนใจและลุ่มหลงในดนตรีพื้นบ้าน(เร็กเก้)ของตนเองโดยดนตรีชนิดนี้เป็นที่นิยมในพวกผู้ใช้แรงงานผิวดำในประเทศ
โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่กล่าวถึงการแสวงหาเสรีภาพสะท้อนมุมมองทางด้านการเมืองการแบ่งแยกสีผิวและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
มาร์เลย์ได้ทำให้ดนตรีเร็กเก้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเขาเองถูกเรียกว่า ราชาเร็กเก้ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มาร์เลย์มีเพียงกีตาร์และฮาร์โมนิการ์คู่ใจขับบรรเลงเพลงเรียกร้องเสรีภาพเรียกร้องถึงจิตวิญญาณความเป็นธรรม
และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ใช้แรงงานผิวสีหรือพลเมืองชั้นสองในสังคม
บทเพลงของ บ็อบ มาร์เลย์หลากหลายเพลง
ถูกขบวนการคนผิวดำและต่อต้านการเหยียดสีผิวนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงประเด็นทางสังคม
กลุ่มขบวนการเหล่านี้คือกลุ่มหรือลัทธิรัสตาฟารี *(Rasta Farians) ที่มีสีประจำคือ แดง เหลือง เขียว
สีทั้งสามสีนี้เราสามารถพบเห็นได้ในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลากหลายชนิดของผู้คนในสังคมผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้
เพราะดนตรีเร็กเก้กับลัทธิกลุ่มรัสตาฟารี (Rasta Farians)แทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
ความหมายของสีทั้งสามอย่างนี้ก็แผกแตกต่างกันออกไปโดยสีแดงมีความว่า พระอาทิตย์ สีเหลืองมีความว่าผืนดิน
สีเขียวมีความหมายว่าต้นไม้และความอุดมสมบูรณ์
และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้คือการถักผมทรง Dread-lock
(ทรงผมทรงหนึ่งที่เป็นที่นิยมใหมู่คนแคริบเบียน)ที่เป็นสัญลักษณ์และลืมไม่ได้เลยสำหรับผู้นิยมดนตรีเร็กเก้เห็นจะเป็น กัญชา โดยลัทธิรัสตาฟารีมีความเชื่อว่า
กัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อทำสมาธิและใช้ในการเข้าพิธีกรรมในศาสนา ทุกครั้งเมื่อมีการทำพิธีกรรมต่างๆชาวรัสตาฟารีจะต้องเสพกัญชาก่อนเสมอ
มาร์เลย์ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อว่า บ็อบ มาร์เลย์ แอนด์ เดอะ เวลเลอร์ส(Bob Marley and the Wailers) ในปี 1964
นับเป็นศิลปินเพลงเร็กเกคณะแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกบทเพลงเร็กเก้เฟื่องฟูมากที่สุดในทศวรรษที่ 1970โดยการตระเวนเล่นคอนเสิร์ตอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของบ็อบ มาร์เลย์
ในปี 1975 บ็อบมาเลย์ได้แต่งงานกับริต้าพร้อมๆกับการจัดคอนเสิร์ตที่เกือบทำให้เขาจากโลกนี้ไป
โดยก่อนหน้าคอนเสิร์ต 2 วัน มีกลุ่มมือปืนมาดักยิงตัวเขา ริต้าและผู้จัดการวงดนตรี แต่โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
เขายังคงเดินหน้าแสดงคอนเสิร์ตต่อไปทั้ง ๆที่ใช้ผ้าคล้องแขนกับคอเพราะบาดเจ็บปี 1976 บ็อบ มาเลย์ต้องงดรายการคอนเสิร์ตทัวร์ทั่วยุโรป
เนื่องจากตรวจพบเป็นมะเร็งที่เท้าขวาอันเนื่องมาบาดแผลระหว่างการเล่นฟุตบอลในอดีตแล้วละเลยไม่รักษา แต่บ็อบก็สัญญากับตัวเองว่า เมื่ออาการดีขึ้น
เขาจะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตทันทีในคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้าเมื่อ 22 เมษายน 1978บนเวที บ็อบได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ โดยการให้ประธานาธิบดี
และผู้นำฝ่ายค้านขึ้นไปจับมือกันเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล The United Nations Peace Medal ในเดือนมิถุนายน 1978
ปี 1980บ็อบเป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์และกันยายนของปีเดียวกันนี้คณะแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังปอดและสมอง
ได้ลงความเห็นกันว่าอีกไม่นานราชาเร็กเก้คงจากไปหมดหวังที่จะเยียวยารักษาแต่มาร์เลย์ก็ยังใจแข็งบินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Stanley Theatre นครพิตสเบิร์ก
โดยไม่รู้ตัวว่านั่นจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของตัวเองบ็อบ มาเลย์อยากจะกลับจาไมก้าบ้านเกิด แต่ไปไม่ไหวจึงแวะพักที่นครไมอามี และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 11
พฤษภาคม 1981 ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้นศพถูกนำกลับมาฝังไว้ที่บ้านเกิดในจาไมก้า…

0

สกินเฮดทรงนี้มีที่มาไม่ธรรมดา

ครั้งหนึ่งผมทรงสกินเฮด หรือโกนแบบไม่เกลี้ยงเคยฮิตระเบิดในบ้านเรา เพราะนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม
ตัดผมทรงนี้ตอนที่เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนทำให้วัยรุ่นทั่วๆไป ตัดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ทรงนี้ดูๆไปเหมือนว่าจะเป็นทรงธรรมดา แต่ขอโทษนะครับ
ผมทรงนี้มีที่มาที่สุดยอดไม่ได้เรียบง่ายเหมือนอย่างที่หลายคนเห็นเลยแม้แต่น้อย เอาละ มาเริ่มกันเลยที่กว่า
เชื่อว่าหลานคนคงอยากที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของผมทรงสกินเฮดที่ช่างตัดผมบอกว่าหวานหมู
ดิมทีสกินเฮดเป็นวัฒนธรรมย่อยของหนุ่มสาวที่เป็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่อังกฤษในช่วงปลายยุค 60s ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก
rude boy ขยายความซักนิด Rude boy บางทีก็จะเรียกว่า rude girl สำหรับผู้หญิง ถ้าเรียกรวม ๆ ด้วยชื่อคิ้วท์ ๆ
ก็เป็น rudys เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 60s แต่บูมมาก ๆ ในช่วง 70s ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวง 2-tone ska
หรือวงสกาที่มีสมาชิกเป็นคนผิวขาวกับผิวสี
ซึ่งคนพวกนี้รับวัฒนธรรมย่อยสืบมาจากชาวจาไมก้าชนชั้นล่างที่อพยพเข้ามาในอังกฤษพร้อมกับเพลงสกาและrocksteady
และใกล้เคียงกับ hard mod โดยเด็ก ๆ ส่วนมากจะมาจากครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม
มีทั้งผิวขาวและผิวสี การแสดงออกทางสไตล์ของพวกเขาคือการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวแบบไม่พิถีพิถัน เรียบง่าย แต่ติดแบรนด์อย่างกางเกงยีน Levi’s รองเท้า Dr.Martens
แจ๊กแก็ตคอปกพอดีตัว และที่สำคัญคือทุกคนจะตัดผมเกรียน ไปจนถึงฟังเพลงสกา โซล และ blue beat
เพราะเป็นวัฒนธรรมที่แชร์มาจากผู้อพยพชาวจาไมก้าแบบเดียวกับรู้ดบอย แล้วเวลาไปปาร์ตี้ก็จะแต่งตัวด้วยชุดวิบวับ
สีฉูดฉาดจัดเต็ม ดูเป็นอะไรที่สนุกสนานมากในช่วงนั้น
สกินเฮด เกิดจากความ “ตั้งใจ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่จะแปลกแยกตัวเองออกจากสังคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเท่าเทียม
สันติภาพ ความรัก การเรียกร้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1950 เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่เป็นอย่างมากจากสังคม หลังจากนั้น 10
ปีผ่านไป ในช่วงปี1960 Skinhead ได้กลายเป็นแฟชั่นที่ผสมผสานระหว่างการแต่งกายกับแนวเพลง
เรียกแนวการแต่งกายนี้ว่า Mod โดยคนกลุ่มนี้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด รวมถึงมีการเสพดนตรีแนว Jamaican Ska,
Reggae และ Rocksteadyแต่ในช่วงต้นปี 1970 วัฒนธรรมของ สกินเฮด เริ่มซาลงไป เมื่อมีทรงผมใหม่ที่เรียกว่า
Suedehead มาแทนที่ ซึ่งเป็นทรงผมที่ใช้หวีและเจลมากขึ้นนั่นเอง
แต่อันที่จริผมทรงนี้ก็ไม่ได้หนีไปไหนมันยังอยู่ในสังคม และเราก็ยังเห็นคนที่ไว้ผมทรงนี้อยู่…