Category: Uncategorized

0

4 แบรนด์ดังผู้ผลิตรองเท้าผ้าใบแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย 2

ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงสองแบรนด์ดังอย่างไนกี้
และอาดิดาสกันไปแล้วครั้งนี้เราจะพาไปแนะนำแบรนด์ดังผู้ผลิตรองเท้าแฟชั่นอีกสองแบรนด์ที่เหบือ
ซึ่งรับรองได้ว่าคุณจะต้องชอบอย่างแน่นอน
คอนเวิร์ส
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือเจ้าแห่งการผลิตรองเท้าแฟชั่นแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว
สำหรับคอนเวิร์สนั้นมีประวัติมาอย่างยาวนานที่มีอายุเก่าแก่เกือบร้อยปีเข้าไปแล้ว
ซึ่งนับตั้งแต่มีการก่อตั้งแบรนด์คอนเวิร์สขึ้นมาบนโ,กก็ถือได้ว่ามันได้รับความนิยมอย่างสูงเลยทีเดียวจะเ
ห็นได้ว่าในยุโรปนั้นคอยเวิร์สได้รับความนิยมแบบสุดๆไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหนวัยใดก็มักจะมีคอยเวิร์สสั
กคู่จับจองเป็นเจ้าของเสมอ
สำหรับคอนเวิร์สจัดว่าเป็นรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดยี่ห้อหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้
โดยทรงที่ทางคอนเวิร์สมักดีไซน์ออกมาให้เราได้เห็นกันบ่อยๆคือรองเท้าที่นำผ้ามาใช้เป็นวัสดุหลักของ
ตัวรองเท้ามีรูสองรูด้านข้างเท้า
และส่วนหัวเป็นยางกลมๆด้านหลังส้นรองเท้าเป็นผ้าแบบเย็บติดอีกชั้นหนึ่งนี่คือดีไซน์ที่สุดคลาสสิคของค
อนเวิร์ดที่แม้เวาจะผ่านมานานแค่ไหน
การดีไซน์นี้ยังคงถูกสืบทอดไปถึงรุ่นปัจจุบันของคอนเวิร์สด้วยเช่นเดียวกัน
จะบอกว่าคอนเวิร์สเป็นรองเท้าที่เพียงแค่ได้เห็นการดีไซน์ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นคอนเวิร์สก็คงไม่ผิด
นักเพราะทุกการดีไซน์ในแต่ละรุ่นถูกแฝงด้วยความเป็นคอนเวิร์สสุดๆเลยทีเดียว
นอกจากนี้คอนเวิร์สยังเดินหน้าผลิตดีไซน์แบบอื่นๆออกมาวางจำหน่ายสู้กับคู่แข่งด้วยเช่นกัน
ซึ่งมีการดีไซน์สินค้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาอย่างเช่นรองเท้าหุ้มข้อที่ถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกกระชับใส่สบายเดินสะดวกแถมยังดูโดดเด่นเวลาสวมใส่อีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้คอนเวิร์สได้รับความนิยมคือนั่นคือการเป็นรองเท้าที่มีความทนทานอย่างมากต่อการใช้งาน
หนังไม่บอกง่ายพื้นไม่สึกง่ายรวมถึงพื้นด้านในก็ยังนิ่ม
และทนต่อการกดทับจะเห็นว่าคนชอบใส่ยีนส์มักเลือกคอนเวิร์สเป็นรอวเท้าคู่ใจนั่นเอง
พูม่า
ถ้ากล่าวถึงแบรนด์ดังอย่างพูม่าหลายคนอาจจะนึกไปถึงรองเท้าวิ่งหรือรองเท้าฟุตบอลเสียมากกว่าที่ทำใ
ห้พูม่ากลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นขึ้นมา
แต่แท้จริงแล้วการผลิตรองเท้าแฟชั่นของพูม่าเองนั้นมีความโดดเด่นไม่น้อยหน้าแบรนด์อื่นเลยทีเดียวโด
ยเฉพาะรุ่นพูม่าคาสสิคที่แทบจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิตติดลมบนตลอดกาลของแบรนด์นี้ไปแล้ว
นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของพูม่าคือหนังรองเท้าที่นำมาผลิตนั้นมีความทนทาน
พื้นก็ทนทานส่วนเรื่องของการดีไซน์ก็ต้องยกนิ้วให้ทำให้มันยัควได้รับความนิยมเสมอ…

0

2 แบรนด์ดังผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นที่นอกจากจะถูกยังคุณภาพดี

สำหรับของดีราคาถูกแน่นนว่าเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนเพราะนอกจากเราจะได้สินค้าที่มีราคาถูกแ
ล้วยังได้สินค้าที่มีคุณภาพอีกด้วย
จริงอยู่ที่หากพูดถึวของถูกก็มักถูกมองไปว่าอาจเป็นสินค้าที่ไร้คุณภาพใช้ไม่นานก็คงพัง
แต่สำหรับสองแบรนด์ดังที่เราจะกล่าวถึงนั้นจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในไทย
และต่างแดนยังเป็นแบรนด์ที่สินค้ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพอย่างมากแถมยังราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย
จะเป็นแบรนด์ใด และน่าสนใจแค่ไหนไปติดตามกันเลย
เอชแอนส์เอ็ม
เริ่มกันที่แบรนด์แรกกับเอชแอนส์เอ็มใครชื่นชอบเสื้อผ้าหรือของใช้ต่างๆในการแต่งตัวที่เป็นแบบมินิมอล
หรือเรียบหรูดูดีก็ห้ามพลาดที่จะมาเลือกช็อปกับแบรนด์นี้โดยเด็ดขาด
เพราะถือได้ว่าเอชแอนส์เอ็มมีดีไซน์ที่เป็นตัวเองสุดๆ
สินค้าส่วนใหญ่ของที่นี่มักถูกดีไซน์ออกมาให้ดูเรียบ แต่เต็มไปด้วยพลัง และความสวยงามที่ทั้งเรียบ
แต่ดูดีในตัว สินค้าก็มีตั้งแต่เสื้อ กางเกง โค้ท ผ้าพันคอ แหวน หมวก รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ
เสื้อกันหนาวรวมไปถึงแว่นกันแดดก็มีจำหน่ายเรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวครบจบทุกอย่างเพราะเขามีสินค้าเ
กี่ยวกับแฟชั่นวางขายครบครัน
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอชแอนส์เอ็มได้รับความนิยมอย่างมากจากบรรดานักช็อปนั่นคือเรื่องของราคาจริงอยู่ที่สิน
ค้าบางประเภทจะดูมีราคาสูง
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีสินค้าของดีราคาถูกให้เลือกเต็มร้านอย่างเช่นรองเท้าผ้าใบที่ราคาเพียง 699
บาทแต่ดีไซน์สวย และน่าใส่สุดๆหรือจะเป็รเสื้อยืดที่ผบิตจากคอตตอนชั้นดี แต่ราคาแค่ 199
บาทเท่านั้นเอง
นอกจากนี้เอชแอนส์เอ็มยังขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งการจัดโปรโมชั่นอีกด้วย
เพราะเกือบตลอดปีก็มักมีสินค้านำมาลดราคากันอยู่เสมอแถมไม่ได้ลดน้อยลดเยอะอีกต่างหากสินค้าบางอ
ย่างถูกหั่นราคาลงกว่าคึ่งเลยทีเดียวเรียกได้ว่าได้ทั้งของถูกแถมดีอีกด้วยทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับค
วามนิยมไม่น้อยในวงการแฟชั่นเลยทีเดียว
ยูนิโคล
หากพูดถงเรื่องคุณภาพของสินค้ายูนิโคลก็ไม่น้อยหน้าเอชแอนส์เอ็มเพียงแต่อาจจะมีราคาที่สูงกว่านิดห
น่อยอย่างไรก็ตามหากดูที่การดีไซน์ยูนิโคลถือเป็นแบรยนด์หนึ่งที่ผลิตสินค้าออกมาได้อย่างน่าสนใจเลย
ทีเดียวส่วนเรื่องของราคาก็มีให้เลือกหลายแบบ
สำหรับสินค้าก็มีทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตัวที่ที่สำคัญมักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาบ่อยๆอีกด้วย…

0

ประวัติ “บ็อบ มาร์เลย์” นักร้องทรงอิทธิพล สู่ผู้นำแฟชั่น สไตล์“เรกเก้”

บ็อบ มาร์เลย์ มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต เนสต้า มาร์เลย์เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1945ในเขตชนบทของประเทศจาไมก้า
สนใจและลุ่มหลงในดนตรีพื้นบ้าน(เร็กเก้)ของตนเองโดยดนตรีชนิดนี้เป็นที่นิยมในพวกผู้ใช้แรงงานผิวดำในประเทศ
โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่กล่าวถึงการแสวงหาเสรีภาพสะท้อนมุมมองทางด้านการเมืองการแบ่งแยกสีผิวและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
มาร์เลย์ได้ทำให้ดนตรีเร็กเก้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเขาเองถูกเรียกว่า ราชาเร็กเก้ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มาร์เลย์มีเพียงกีตาร์และฮาร์โมนิการ์คู่ใจขับบรรเลงเพลงเรียกร้องเสรีภาพเรียกร้องถึงจิตวิญญาณความเป็นธรรม
และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ใช้แรงงานผิวสีหรือพลเมืองชั้นสองในสังคม
บทเพลงของ บ็อบ มาร์เลย์หลากหลายเพลง
ถูกขบวนการคนผิวดำและต่อต้านการเหยียดสีผิวนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงประเด็นทางสังคม
กลุ่มขบวนการเหล่านี้คือกลุ่มหรือลัทธิรัสตาฟารี *(Rasta Farians) ที่มีสีประจำคือ แดง เหลือง เขียว
สีทั้งสามสีนี้เราสามารถพบเห็นได้ในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลากหลายชนิดของผู้คนในสังคมผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้
เพราะดนตรีเร็กเก้กับลัทธิกลุ่มรัสตาฟารี (Rasta Farians)แทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
ความหมายของสีทั้งสามอย่างนี้ก็แผกแตกต่างกันออกไปโดยสีแดงมีความว่า พระอาทิตย์ สีเหลืองมีความว่าผืนดิน
สีเขียวมีความหมายว่าต้นไม้และความอุดมสมบูรณ์
และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้คือการถักผมทรง Dread-lock
(ทรงผมทรงหนึ่งที่เป็นที่นิยมใหมู่คนแคริบเบียน)ที่เป็นสัญลักษณ์และลืมไม่ได้เลยสำหรับผู้นิยมดนตรีเร็กเก้เห็นจะเป็น กัญชา โดยลัทธิรัสตาฟารีมีความเชื่อว่า
กัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อทำสมาธิและใช้ในการเข้าพิธีกรรมในศาสนา ทุกครั้งเมื่อมีการทำพิธีกรรมต่างๆชาวรัสตาฟารีจะต้องเสพกัญชาก่อนเสมอ
มาร์เลย์ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อว่า บ็อบ มาร์เลย์ แอนด์ เดอะ เวลเลอร์ส(Bob Marley and the Wailers) ในปี 1964
นับเป็นศิลปินเพลงเร็กเกคณะแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกบทเพลงเร็กเก้เฟื่องฟูมากที่สุดในทศวรรษที่ 1970โดยการตระเวนเล่นคอนเสิร์ตอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของบ็อบ มาร์เลย์
ในปี 1975 บ็อบมาเลย์ได้แต่งงานกับริต้าพร้อมๆกับการจัดคอนเสิร์ตที่เกือบทำให้เขาจากโลกนี้ไป
โดยก่อนหน้าคอนเสิร์ต 2 วัน มีกลุ่มมือปืนมาดักยิงตัวเขา ริต้าและผู้จัดการวงดนตรี แต่โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
เขายังคงเดินหน้าแสดงคอนเสิร์ตต่อไปทั้ง ๆที่ใช้ผ้าคล้องแขนกับคอเพราะบาดเจ็บปี 1976 บ็อบ มาเลย์ต้องงดรายการคอนเสิร์ตทัวร์ทั่วยุโรป
เนื่องจากตรวจพบเป็นมะเร็งที่เท้าขวาอันเนื่องมาบาดแผลระหว่างการเล่นฟุตบอลในอดีตแล้วละเลยไม่รักษา แต่บ็อบก็สัญญากับตัวเองว่า เมื่ออาการดีขึ้น
เขาจะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตทันทีในคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้าเมื่อ 22 เมษายน 1978บนเวที บ็อบได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ โดยการให้ประธานาธิบดี
และผู้นำฝ่ายค้านขึ้นไปจับมือกันเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล The United Nations Peace Medal ในเดือนมิถุนายน 1978
ปี 1980บ็อบเป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์และกันยายนของปีเดียวกันนี้คณะแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังปอดและสมอง
ได้ลงความเห็นกันว่าอีกไม่นานราชาเร็กเก้คงจากไปหมดหวังที่จะเยียวยารักษาแต่มาร์เลย์ก็ยังใจแข็งบินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Stanley Theatre นครพิตสเบิร์ก
โดยไม่รู้ตัวว่านั่นจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของตัวเองบ็อบ มาเลย์อยากจะกลับจาไมก้าบ้านเกิด แต่ไปไม่ไหวจึงแวะพักที่นครไมอามี และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 11
พฤษภาคม 1981 ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้นศพถูกนำกลับมาฝังไว้ที่บ้านเกิดในจาไมก้า…

0

สกินเฮดทรงนี้มีที่มาไม่ธรรมดา

ครั้งหนึ่งผมทรงสกินเฮด หรือโกนแบบไม่เกลี้ยงเคยฮิตระเบิดในบ้านเรา เพราะนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม
ตัดผมทรงนี้ตอนที่เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนทำให้วัยรุ่นทั่วๆไป ตัดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ทรงนี้ดูๆไปเหมือนว่าจะเป็นทรงธรรมดา แต่ขอโทษนะครับ
ผมทรงนี้มีที่มาที่สุดยอดไม่ได้เรียบง่ายเหมือนอย่างที่หลายคนเห็นเลยแม้แต่น้อย เอาละ มาเริ่มกันเลยที่กว่า
เชื่อว่าหลานคนคงอยากที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของผมทรงสกินเฮดที่ช่างตัดผมบอกว่าหวานหมู
ดิมทีสกินเฮดเป็นวัฒนธรรมย่อยของหนุ่มสาวที่เป็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่อังกฤษในช่วงปลายยุค 60s ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก
rude boy ขยายความซักนิด Rude boy บางทีก็จะเรียกว่า rude girl สำหรับผู้หญิง ถ้าเรียกรวม ๆ ด้วยชื่อคิ้วท์ ๆ
ก็เป็น rudys เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 60s แต่บูมมาก ๆ ในช่วง 70s ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวง 2-tone ska
หรือวงสกาที่มีสมาชิกเป็นคนผิวขาวกับผิวสี
ซึ่งคนพวกนี้รับวัฒนธรรมย่อยสืบมาจากชาวจาไมก้าชนชั้นล่างที่อพยพเข้ามาในอังกฤษพร้อมกับเพลงสกาและrocksteady
และใกล้เคียงกับ hard mod โดยเด็ก ๆ ส่วนมากจะมาจากครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม
มีทั้งผิวขาวและผิวสี การแสดงออกทางสไตล์ของพวกเขาคือการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวแบบไม่พิถีพิถัน เรียบง่าย แต่ติดแบรนด์อย่างกางเกงยีน Levi’s รองเท้า Dr.Martens
แจ๊กแก็ตคอปกพอดีตัว และที่สำคัญคือทุกคนจะตัดผมเกรียน ไปจนถึงฟังเพลงสกา โซล และ blue beat
เพราะเป็นวัฒนธรรมที่แชร์มาจากผู้อพยพชาวจาไมก้าแบบเดียวกับรู้ดบอย แล้วเวลาไปปาร์ตี้ก็จะแต่งตัวด้วยชุดวิบวับ
สีฉูดฉาดจัดเต็ม ดูเป็นอะไรที่สนุกสนานมากในช่วงนั้น
สกินเฮด เกิดจากความ “ตั้งใจ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่จะแปลกแยกตัวเองออกจากสังคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเท่าเทียม
สันติภาพ ความรัก การเรียกร้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1950 เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่เป็นอย่างมากจากสังคม หลังจากนั้น 10
ปีผ่านไป ในช่วงปี1960 Skinhead ได้กลายเป็นแฟชั่นที่ผสมผสานระหว่างการแต่งกายกับแนวเพลง
เรียกแนวการแต่งกายนี้ว่า Mod โดยคนกลุ่มนี้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด รวมถึงมีการเสพดนตรีแนว Jamaican Ska,
Reggae และ Rocksteadyแต่ในช่วงต้นปี 1970 วัฒนธรรมของ สกินเฮด เริ่มซาลงไป เมื่อมีทรงผมใหม่ที่เรียกว่า
Suedehead มาแทนที่ ซึ่งเป็นทรงผมที่ใช้หวีและเจลมากขึ้นนั่นเอง
แต่อันที่จริผมทรงนี้ก็ไม่ได้หนีไปไหนมันยังอยู่ในสังคม และเราก็ยังเห็นคนที่ไว้ผมทรงนี้อยู่…

0

6 อันดับรองเท้าสนีกเกอร์ยอดนิยมตลอดกาล ตอน 1

รองเท้าผ้าใบหนึ่งในไอเทมคู่ใจการแต่งตัวของแฟชั่นในยุคนี้ทำให้หลายแบรนด์พยายามคิดค้นไอเดียใ
หม่ๆใส่เข้าไปตลอดเวลาเพื่อให้สินค้าขนิดนี้ขายดีมากขึ้น
แม้บางรุ่นจะล้มเหลวเมื่อไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่กับบางรุ่นมันได้รับการตอบรับที่ดีแบบสุด
และนี่คือ 6 สนีกเกอร์ยอดนิยมที่เรานำมาฝากในสามอันดับแรก
Adidas Superstar
ความนิยมของสนีกเกอร์คงไม่มีใครจะมาแรงเท่ากับแบรนด์สัญชาติเยอรมันรายนี้อีกแล้ว โดยAdidas
Superstarเป็นอีกหนี่งรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่ายแถมมันยังได้รับก
ารตอบรับที่ดีเยี่ยมจนมีดสียงเรียกร้องให้ผลิตเพิ่มจนในเวลานั้นมันทำยอดขายแซงหน้าไนกี้คู่แค้นไปอีก
ระดับเลยทีเดียว
ซึ่งด้วยดีไซน์ถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เพราะมีที่มาที่ไปจากจุดเริ่มต้นของรองเท้านักบาสเก็ตบอลในสมัยก่
อน
และยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนถึงเวลานี้จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแถมราคาก็ไม่แ
พงอีกด้วย
Adidas NMD
Adidas Superstar อาจได้ชื่อยอดทำรายรับได้เอยะ และเป็นที่นิยมตั้งแต่วางจำหน่าย
หากแต่พูดถึงรองเท้าอาดิดาสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ต้องยกให้ Adidas NMD
ที่จนถึงเวลานี้แม้มันจะวางจำหน่ายมานาน ทว่ายังคงได้รับความนิยมแบบสุดๆไม่มีเสื่อมคลาย โดย
Adidas NMD วันแรกที่วางจำหน่ายถึงขั้ขนมีคนเปิดพรีออเดอร์
และยอมอดนอนเพื่อไปรอรับของกันตั้งแต่เช้ามืดบางคนโดดงานโดเรียนไปบ้างก็มี
และถึงแม้จะเวลาผ่านไปนานก็ยังมีคนนิยมไปซื้อเจ้ารุ่นนี้มาใส่อยู่เรื่อยๆ Adidas NMD
ถือเป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับทั้งใส่ไปเที่ยวตามแฟชั่น
และยังเป็นรองเท้าที่สามารถใช้ในการออกกำลังกายกันได้อีกด้วย
Nike Roshe Run
ตัดมาดูที่อีกฝั่งอย่างไนกี้กันบ้างกับ Nike Roshe Run
ซึ่งถือเป็นรุ่นเรือธงของไนกี้เลยก็ว่าได้สำหรับสนีกเกอร์แฟชั่น
เพรระมันเรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากนับตั้งแต่ถูกปล่อยมาวางจำหน่ายในปี 2017
ก็ได้รับความนิยมมาโดยตลอด
โดยวัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่มาจากผ้าทำให้มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้นแถมยังให้ความรู้สึกเ
บาสบายเวลาสวมใส่จึงเป็นที่นิยมอย่างมากนั่นเอง
นอกจากนี้พื้นของรองเท้ายังใช้วัสดุพิเศษทำให้มันมีความยืดยุ่นสูง และถึงแม้จะหนา
แต่ก็มีตฃความเบามากๆใส่แล้วเดินสบายสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วอีกด้วย…

0

เทคนิคดี ๆ ในการใส่รองเท้าผ้าใบมาทำงาน

เรื่องการแต่งตัว เป็นเรื่องที่สาว ๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งเป็นสาวออฟฟิตที่ไม่มีเครื่องแบบให้แล้วล่ะ ยิ่งคิดหนักเข้าไปอีก
บางคนก็อยากใส่รองเท้าผ้าใบมาทำงาน แต่กลับทำให้คิดไม่ตกเข้าไปอีก
ว่าจะใส่ยังไงไม่ดูเหมือนจะไปเที่ยว วันนี้เราจึงอาสารวบรวมเทคนิคดี ๆ
ในการใส่รองเท้าผ้าใบไปทำงานมาฝากกันคะ
1. ใส่กับเบลเซอร์
ถ้าใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกง แล้วมาทำงาน ก็ดูจะไม่เหมาะสม
เพราะเหมือนกำลังจะไปเที่ยวมากกว่ามาทำงาน
เพียงแค่คุณหาเบลเซอร์สักตัวมาใส่คุมทับก็จะช่วยคุณได้มากทีเดียวเลยละ
2. ใส่กับกระโปรงพลีท
หนึ่งอย่างที่สาว ๆ ต้องมีติดตู้เสื้อผ้านั้นก็คือ กระโปรงพลีท
ซึ่งการใส่กระโปรงพลีทคู่กับรองเท้าผ้าใบไปทำงาน
จะช่วยให้คุณดูไม่หวานจนเกินไป ดูทะมัดทะแมงได้แบบง่ายๆ

3.สวมกับแจ็คเก็ตหนัง
แจ็กเก็ตหนัง เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สาว ๆ ควรมี
เพราะไม่ว่าจะใส่คู่กับกระโปรง หรือ กางเกง
ก็จะเพิ่มให้เราดูเท่พอเอาแมทซ์กับรองเท้าผ้าใบ
ก็จะยิ่งทำให้เราดูเท่เข้าไปอีก
4. จับคู่กับชุดสูท
ลองจับคู่สูทสีเก๋ ๆ เช่น ชมพู เทา น้ำตาลแดง
หรือสีอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป
นำมาแมทซ์กับรองเท้าผ้าใบสีพื้น ๆ สักคู่
ก็จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นมาเลยทีเดียวละ
5. ใส่กับกางเกงลายทาง
ลองใส่เสื้อผ้าที่เป็นลายทางคู่กับรองเท้าผ้าใบสีพื้น ๆ
คุณก็จะได้ลุคที่ไม่ดูเป็นทางการเกินไป และดูมีลูกเล่นน่าค้นหา
เหมาะสำหรับสาว ๆ ออฟฟิตเป็นอย่างมาก
6. ใส่กับกางเกงยีนส์
หากคุณไม่รู้จะแต่งตัวอย่างไรแล้ว ยีนส์ เป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะยีนส์สามารถนำมาแมทซ์กับอะไรก็ได้บนโลกใบนี้
ให้ลุคที่ดูทะมัดทะแมงแต่ก็ยังแต่งไปทำงานได้อยู่
7. จับคู่กับแม็กซี่เดรส
สำหรับใครที่ชอบใส่แม็กซี่เดรส
แล้วไม่อยากดูเป็นสาวหวานมากเกินไป
แนะนำให้ใส่เดรสคู่กับรองเท้าผ้าใบ ก็จะได้ลุคที่ดูแมนขึ้นมาหน่อย
แต่ก็ไม่หวานจนเกินไปกำลังพอดี
8. ใส่กับกางเกงขายาว
บางที่การใส่กางเกงยีนส์
แล้วออกไปพบลูกค้าอาจจะไมเหมาะสมสักเท่าไร

กางเกงผ้าจึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยคุณได้
แล้วใส่คู่กับร้องเท้าผ้าใบก็จะให้ลุคทะมัดทะแมงแบบสาวสมัยใหม่
9. ใส่กับชุดเดรส
รองเท้าผ้าใบสามารถเข้ากับชุดเดรสได้เป็นอย่างดี
แล้วยังช่วยเสริมให้ดูทะมัดทะแมงมากกว่าเดิมด้วย
และที่สำคัญก็ไม่มีใครกำหนดไว้ว่าต้องใส่เดรสคู่กับรองเท้าส้นสูงเท่านั้น
ลองอะไรใหม่ ๆ ดูบ้างก็ได้
10. จับคู่กับเสื้อเชิ้ต
เสื้อเชิ้ตเป็นเครื่องแต่งกายที่สุดแสนจะคลาสิก
เพราะสามารถใส่คู่กับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกางเกง หรือว่ากระโปรง
แต่งออกมาแล้วดูดี เหมาะกับทุกสถานการณ์แน่นอน…

0

แฟชั่นสุดเฟี้ยว!ผมบางก็เท่ห์ได้

เรื่องของผม จะว่าเป็นปัญาใหญ่ก็ไม่ใช่เล็กก็ไม่เชิง แต่เมื่อผมบางเกิดขึ้นกับใครก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามก็อาจจะเกิดความกังวลเกิดขึ้น
เพราะถือว่าผมเป็นสิ่งที่สร้างและเปลี่ยนบุคลิกของคนคนหนึ่งได้เลย
หลายคนพยายามที่จะปกปิดส่วนที่ปริมาณเส้นผมเบาบาง เช่น คนที่โคนผมช่วงหน้าผากเริ่มบางลง
หรือมีหน้าผากกว้างและสูงจนดูเป็นคนผมน้อย จึงแก้ปัญหาการไว้หน้าม้าให้ยาว ๆ ลงมาปิด
แต่คุณลองคิดเวาลาที่ร้อนๆและเหงื่อออกเยอะๆสิ สภาพขอเราจะเป็นอย่างไร!?
วันนี้เราจึงมาแนะทรงผมสำหรับหนุ่มผมบางว่าทำทรงไหนให้เหมาะกับคุณมากที่สุด!
1. Get Skinhead
ทรงผมสุดเบสิคที่เรามักเห็นดาราหลายๆคนตัดกันจนเป็นเอกลักษ์ประจำกับไปแล้ว
ทรงนี้เหมาะกับคนผมบางสุดๆเพราะเป็นทรงผมง่าย ๆ แถมราคาค่าตัดก็ถูกสุด ๆ สามารถหาตัดได้ที่ร้านใกล้บ้าน
ไม่ต้องลำบากไปหาช่างแสนวิเศษมาจากไหน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีคิ้วหน้า หน้าชัด
หรือมีหนวดเคราแล้วการตัดทรงสกินเฮดจะทำให้ดูมี Look ที่ดูมาดแมนขึ้นอีกด้วยล่ะ
2. More Mature
Mature คือ ความเป็นผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่มี ผมน้อย หน้าผากกว้าง เถิกขึ้นไป Look แบบ Mature นี้ก็เหมาะเช่นการไว้ผม
Wet Look แบบปาดขึ้นไปเลยโชว์โหงวเฮ้งที่หน้าผากไปแบบชัดเจนให้ Look ที่สมาร์ท เนี๊ยบ เท่
มีความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งสาว ๆ หลายคนกำลังมองหา หล่อ ป๋า ใจดี พร้อมเปย์!
3. Long Front
ใสใสวัยรุ่นชอบ สำหรับคนที่ผมบริเวณขมับค่อยๆ บางลงทีละน้อย เมื่อเริ่มเห็นแล้วว่าผมบาง
การไว้ทรงนี้ก็ช่วยได้เช่นกัน ลักษณะของทรงผมคือไว้ผมหน้าม้าส่วนด้านข้างให้ไว้ยาวพอสมควร
แล้วเซ็ตผมเล็กน้อยให้เป็นทรง ก็จะดูเป็นโอปป้าขึ้นมาที่เดียวเลยล่ะ…

0

ประวัติ “VANS” รองเท้ายอดนิยมของกลุ่มวัยรุ่น

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900-1965 บริษัทผลิตรองเท้าเจ้าใหญ่ๆในอเมริกา
มีเพียงสองเจ้าเท่านั้นคือ CONVERSE RUBBER และ US.Keds(Keds,Pro Keds)
เป็นบริษัทที่ได้รับการกล่าวถึงว่า
ผลิตรองเท้าที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันชนได้ ดีที่สุด
เพราะมีความทนทาน
มีการออกแบบดีและราคาถูกจึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก
ปี 1966 รองเท้ายี่ห้อหนึ่ง
ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายมาเป็นรองเท้าระดับตำนานจนถึงวันนี้รองเท้า
สุดแนวยี่ห้อนั้นชื่อVANSได้ถือกำเนิดขึ้นจากชายผู้มีความรักและชื่นชอบรองเท้า
และชายผู้นั้นชื่อ Paul Van Doren
ชายผู้ทึ่ต้องการเขาต้องการผลิตรองเท้าที่มีรูปแบบเป็นของตัวเอง
มีความทนทานต่อทุกสภาพการใช้งานและราคาไม่แพง
ก่อนที่เขาจะมาผลิตรองเท้าที่เป็นยี่ห้อของตัวเอง Paul
ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตรองเท้าชื่อRandolph Rubber
ทีซึ่งเขาได้ทำงานผลิตรองเท้ากว่า 20ปี
ประสบการณ์ที่นี่เป็นประโยชน์กับเขาอย่างมากในเวลา
ต่อมาเมื่อ Paul มีความตั้งใจที่จะผลิตรองเท้าในแบบของตนเอง
และในปีนี้เองบริษัท Van Doren The Rubberบริษัทที่มีความชำนาญในด้านการผลิตรองเท้า
จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากการรวบรวมผู้ที่มีความสามารถ มากประสบการณ์
ในด้านต่างๆ ที่มีความต้องการเดียวกันคือ
ผลิตรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองประกอบด้วย Paul Van Doren
ผู้ชำนาญการด้านการตัดเย็บและผลิตรองเท้า Jim Van Doren (พี่ชาย Paul)
ผู้ชำนาญการด้านเครื่องจักรในการผลิต Serge D'Ella และ Gordy Lee
ผู้ชำนาญการด้านการออกแบบทั้งหมดคือกำลังหลักในการทำให้รองเท้า VANS
มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนโลกจนถึงวันนี้
Paul ได้ทำการสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต
รองเท้าเพื่อที่จะมาสร้างโรงงานแห่งแรกขึ้นที่แคลิฟอร์เนีย
การขนส่งเครื่องมือเครื่องจักร มาทุกทางเท่าที่จะมาได้ ไม่ว่าจะเป็น เรือ ,
รถบรรทุกขนาดใหญ่ , รถไฟ เพราะทั้งหมดเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่
การขนส่งจึงใช้เวลานานและยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับ PaulJim Van Doren ในตอนนั้นได้อาศัยอยู่ที่ Costa Mesa
รับอาสาทำแม่พิมพ์รองเท้าต้นแบบ ให้กับ VANS
ด้วยตัวเองโดยได้ออกแบบแม่พิมพ์รองเท้าผู้ชายขึ้นเป็นแบบแรก
และของเด็กผู้ชายในเวลาต่อมา โดย Jim ตั้งชื่อแม่พิมพ์ว่า the waffle sole
หรือพื้นรูปขนม waffle
ในการเริ่มผลิตรองเท้าในตอนแรกนั้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะ
Paul เป็นช่างรองเท้าโดยพื้นฐาน ไม่ใช่นักบัญชีและการตลาด
แต่เขากลับต้องเริ่มทำเองทุกขั้นตอนเพื่อเรียนรู้ในระบบธุรกิจที่เขาเองได้เริ่มขึ้น
การตลาดในตอนแรกเป็นแบบขายตรง
เพราะเขาไม่ต้องการให้ใบสั่งสินค้ามาเป็นตัวกำหนดทิศทางการผลิตรองเท้าและบั่นทอนจินตนาการของทีมงาน บ่อยครั้งที่ Paul
จะบอกกับทีมงานและพนักงานให้เข้าใจถึงหลักการว่า ถ้าต้องการจะทำ VANS เป็น
VANS เราจะต้องรักษามาตรฐานในการผลิตเอาไว้เพราะมาตรฐาน คือจุดขายของVANSในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1966 VANS STORE แห่งแรกได้เปิดขึ้นที่
704 E Broadway @ Anaheim, California และด้วยความใหม่ของกิจการ
ปัญหาจึงบังเกิดขึ้นมา กับพ่อค้าหน้าใหม่ วันนั้นมีลูกค้า 16
รายต้องการรองเท้าแต่ของขายหมดแม้แต่สินค้าตัวโชว์ Paul
จึงให้ลูกค้าจดชื่อรุ่นและสีของรองเท้าที่ลูกค้า ต้องการไว้
แล้วให้มารับของในวันต่อไป การมารับของพรุ่งนี้ 16 คู่ไม่ใช่ปัญหา
ปัญหาคือของที่ลูกค้าสั่งอยู่ที่อื่น นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในการส่งต้องเพิ่มขึ้น
ในวันรุ่งขึ้นลูกค้ามารับของตามนัดทุกคนได้ครบ Paul
คิดราคาเดิมไม่ได้มีการเพิ่มราคาแต่อย่างใดทั้งที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในก
ารขนส่ง รองเท้าคู่แรกของ Vans ที่ขายได้เป็นรองเท้าผู้ชายรุ่นVANS #44 DECK
SHOESหรือที่รู้จักกันในชื่อรุ่นAUTHENTICในปัจจุบัน 6 เดือนแรกของ VANS
เปิดทั้งหมด 10 store แต่ยอดขายบอกว่า VANS ขาดทุนไป 6 ใน 10 แห่งของ store
ที่เปิดมา และใน 25 สัปดาห์แรกของการเปิดบริษัทstoreมีจำนวนทั้งหมด 20 แห่ง…

0

5 ไอเทมรับหน้าฝน เก๋ได้ไม่ต้องกลัวเปียก!

 

ช่วงนี้บ้านเราอากาศไม่ค่อยอำนวยสักเท่าไร ไหนจะแดดออก หนาว ฝนตก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าสู่ฤดูฝนด้วยซ้ำ

ความเฉอะแฉะดูจะเป็นอุปสรรค แบบนี้ห้ามพลาดกับไอเทมที่สาวๆ
หลายคนต้องพกติดตัวอยู่ตลอดพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ วันนี้ มีไอเทมที่จะช่วยให้สาว ๆ
ใช้ชีวิตในช่วงหน้าฝนนี้ได้ง่ายขึ้นมาบอกต่อกันจะได้ไม่ต้องกลัวเปียกในช่วงนี้กันเลย
1. กระเป๋ากันน้ำ

สาวๆควรเลือกใช้กระเป๋าที่สามารถกันน้ำได้เป็นเนื้อพลาสติก ผ้าร่ม หรือแบบที่เป็นหนังเทียม
เพราะไม่ว่าคุณสาวๆจะออกไปเจอฝนหนักแค่ไหนกระเป๋าก้จะช่วยกันน้ำได้ประมาณหนึ่งซึ่งจะไม่ทำให้ให้
ของใช้ส่วนตัวที่สำคัญเปียกนั้นเอง
2.ร่มกันฝน

เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่สำคัญมากๆในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพราะมันจะช่วยไม่ให้ตัวของสาวๆเปียก
ซึ่งจะเลือกแบบไหนก็ได้หมดตามที่สะดวก
แค่แนะนำให้ใช้เป็นแบบพับเก็บใส่กระเป่าได้เพราะจะง่ายต่อการใช้งานไม่ต้องถือให้เมื่อยนั้นเอง
3.หมวกแก๊ป

หากสาวๆคิดว่าร่มยังช่วยกันฝนไม่พอ หรือในวันที่เร่งรีบ ก็ให้พกหมวกแก๊ปเอาไว้ติดกระเป๋าไว้สักใบ
ฝนตกลงมาเมื่อไรจะได้ก็หยิบออกมาใส่เพื่อไม่ให้โดนละอองฝนกันหัวเปียกได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน
4.รองเท้าฟองน้ำ

เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สาวๆต้องควรมีไว้ติดกระเป๋าน่ะค่ะ
เพราะเมื่อเวลาฝนตกจะไดเดินสะดวกไม่ต้องกลัวจะลื่น ใครที่ชอบใส่ส้นสูงต้องมีติดตัว
เพราะเนื่องจากพื้นมันจะแฉะและลื่นกว่าปกตินั้น เอง
5.เสื้อกันฝนเก๋ๆ

เป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อเสื้อกันฝนจะช่วยคลุมป้องกันไม่ให้ตัวสาวๆเปียก
เพราะเดี๋ยวจะไม่สบายไปกันใหญ่ มีให้เลือกมากมายหาชื้อง่ายด้วย…

0

ประวัติ Hip Hop กระแสดนตรีที่กำลังมาในช่วงนี้

ณ เวลานี้ กระแสดนตรี Hip Hop กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย
แต่ที่จริงแล้ว Hip Hop ในประเทศไทยมีมานานมากแล้ว
แต่แค่ไม่ได้เป็นกระแสในท้องตลาด ซึ่งจะนิยมอยู่ในกลุ่มที่ไม่ใหญ่มาก
หรือที่เรียกว่า กลุ่มใต้ดิน แต่ปัจจุบัน เริ่มมีศิลปิน Hip Hop
ออกมาสร้างชื่อกันอย่างมากมาย วันนี้จะไปทราบถึงประวัติของ Hip Hop
มีความเป็นมาอย่างไร
ฮิป ฮอป Hip hop มีความหมายถึงในด้านดนตรีแนวฮิปฮอป
ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นอเมริกาและทั่วโลก
จนถูกยกระดับให้เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง
ซึ่งมีรากฐานการพัฒนามาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และ ชาวละติน
โดยในช่วงยุค 70' หลังจากที่ดนตรีดิสโก้ที่พัฒนามาจาก แนวเพลงฟังค์
ในแบบของโมทาวน์ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ทำให้มีการเปิดแผ่นเพลงในคลับต่าง ๆ และด้วยการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี
เกิดการสร้าง loop, beat ใหม่ ๆ ขึ้นมา ดนตรีฮิปฮอป จึงถือกำเนิดขึ้น
คำว่า ฮิปฮอป มักถูกยกเครดิตให้กับ Keith Cowboy แร็ปเปอร์วง
Grandmaster Flash & The Furious Five ถึงแม้ว่าในยุคนั้นศิลปินอย่าง
LoveBug Starski, Keith Cowboy, และ DJ Hollywood จะถูกเรียกในนามของ
"Disco Rap" แต่เครดิตก็มักยกให้กับ Keith Cowboy
ในช่วงยุค 70' เมื่อวัยรุ่นในย่านละแวกใกล้เคียงต้องการจะจัดงานปาร์ตี้
รื่นเริง (block party) ดนตรีฮิปฮอปจึงได้รับการแพร่ขยายเป็นที่รู้จัก
ซึ่งฮิปฮอปก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่าเป็นแนวดนตรีชนิดหนึ่งอีกต่อไป
แต่ยังได้รับการยกระดับให้เป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่งด้วย โดย
วัฒนธรรมฮิปฮอปจะเกิดขึ้นได้โดยต้องมีปัจจัย 4 อย่าง คือ
1.กราฟฟิตี (graffiti) เป็นการเพนท์ พ่น กำแพง ความหมายเพื่อการเชื้อเชิญ
แขก หรือสาว ๆ ในละแวกนั้นว่า งานปาร์ตี้เริ่มที่ไหนเมื่อไหร่
2.ดีเจ (DJ) ซึ่งมาจากคำว่า disc jockey ทำหน้าที่เป็นผู้เปิดแผ่นเพลง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานปาร์ตี้
3.บี-บอย (B-Boy) – เป็นกลุ่มคนที่มาเต้นในช่วงระหว่างที่ดีเจกำลังเซ็ทแผ่นเพลง
เพื่อเป็นการคั่นเวลา ซึ่งลักษณะการเต้น เราจะเรียกว่าเบรกแดนซ์ (break dance)

4.เอ็มซี (MC) เป็นแร็ปเปอร์ซึ่งหลังจากที่ ดีเจ เซ็ทแผ่นเรียบร้อยแล้ว MC
จะทำหน้าที่ดำเนินงาน และงานปาร์ตี้ก็ได้เริ่มขึ้น
ตอนต้นยุค 70s เริ่มจากดีเจในสมัยนั้นที่เป็นส่วนในการเล่นดนตรีแนวเบรก-
บีท (break-beat) ซึ่งเป็นที่นิยมในการเต้นรำในสมัยนั้น DJ Kool Herc และ Grandmaster
Flash ได้แยกการดีเจออกมาโดยเน้นเพื่อให้เป็นการเต้นรำได้ตลอดทั้งคืน เบรก-
บีทนั้นก็พัฒนามาจากเพลงฟังก์ที่มีพวกเครื่องเล่นเพอร์คัชชันเล่นอยู่ด้วย
และนี่ก็เป็นการพัฒนาของดีเจ รวมถึงคัตติง (cutting) ด้วย
การแร็ปนั้น พวก MC ตอนแรกจะพูดเพื่อโปรโมทให้ดีเจในงานปาร์ตี้ต่างๆ
แต่เริ่มมีการพัฒนาโดยการใส่เนื้อร้องลงไป โดยเนื้อหาอาจจะเกี่ยวกับชีวิต
เรื่องรอบตัว ยาเสพติด เซ็กส์ โดย Melle Mel มักถูกยกเครดิตว่าเป็น MC คนแรก
ปลายยุค 70s ดีเจหลายคนได้ออกแผ่น โดยมีการแร็ปลงจังหวะเพลง
เพลงที่ดัง ๆ มีอย่าง "Supperrappin" ของ Grandmaster Flash & The Furious Five, "The Breaks"
ของ Kurtis Blow และ "Rapper's Delight" ของ The Sugar Hill Gang เป็นต้น

จนกระทั่งในปี 1983 ฮิปฮิอปถูกย้ำให้ชัดเจนขึ้นเมื่อ Afrika Bambaataa and the
Soulsonic Force ได้ออกแผ่นที่ชื่อว่า "Planet Rock" แทนที่จะเป็นการแร็ปในจังหวะดิสโก้
Bambaataa ได้ใช้เสียงอีเลคโทรนิกแบบใหม่ขึ้นมาแทน
โดยเทคโนโลยีซินธิไซเซอร์สมัยนั้น จนกระทั่ง ฮิปฮอปเข้าสู่กระแสหลัก
เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 90s ซึ่งในปัจจุบันมีศิลปินแนวฮิปฮอปอยู่จำนวนมาก…