ถ้าคุณเป็นคนรักการแต่งกายทางเว็บเรามีเทคนิคกายแต่งกาย Blog

0

พร็อบแต่งตัวสุดฮิต2018

สำหรับผู้หญิงแล้วนั้น ความสวยงามต้องมาเป็นที่1 ทั้งเรื่องการแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม
ทุกอย่างล้วนเป้นสิ่งที่ผู้หญิงขาดไม่ได้ เครื่องประดับหรือพร็อบก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้เสื้อผ้าเลยทีเดียว
เพราะจะบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ และยังช่วยเสริมสร้างบุคลิกอีกด้วย
บทความนี้จะมานำเสนอพร็อบที่คุณสาวๆจะขาดไม่ได้เลย เมื่อต้องออกนอกบ้าน
1. แหวน
เป็นเครื่องประดับที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด เป็นที่นิยมของผู้หญิงจำนวนมาก
บางคนถ้าไม่ได้ใส่จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองไปเลยทันที เหมือนมันขาดอะไรไปซักอย่าง
จึงเป็นเครื่องประดับสุดฮิตที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ชอบซื้อมาใส่
2.นาฬิกา
สิ่งนี้เป้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย และเป็นสิ่งที่เรียกว่าสามารถเปลี่ยนลุคของคุณได้
นาฬกาก็มีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทั้งธรรมดา ไปจนถึงนาฬิกาแบรนด์เนมหรู
ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ซื้อใส่
3.ต่างหู
เชื่อหรือไม่ว่า การใส่ต่างหูทำให้คุณดูทันสมัยขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นต่างหูเล็กติดหู หรือต่างหูที่ห้อยระย้า
ก็สามารถเสริมสร้างบุคลิกได้ดีทีเดียว แต่การใส่ต่างหูนั้นก็ควรเลือกต่างหูที่เข้ากับรูปหน้าของผู้ใส่
และควรให้แมทกับการแต่งกายในวันนั้น
4.สร้อยคอ ทอง,เงิน
สร้อยสีทองจะช่วยอัพลุคให้ดูสวยเจิดจรัสน่ามอง แต่คุณควรต้องมีสร้อยเงินไว้ด้วยสักเส้น เพื่อให้แมทคู่กับทุกชุด
ซึ่งบางลุคนั้นสร้อยทองอาจะไม่เหมาะเสมอไป
5.หมวก
บางวันหากคุณแต่งตัวเบาๆ แต่อยากเพิ่มความชิคให้กับลุควันนั้น
คุณสามารถหยิบหมวกมาสักใบเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับชุดของคุณในวันนั้น หมวกยังมีให้เลือกอีกหลายรูปแบบ
เช่น หมวกเก็บ หมวกปีกรอบ ซี่งหมวกแต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
6.ผ้าพันคอ
ถึงแม้ว่าอากาศเมืองไทยจะไม่ได้หนาว
แต่ผู้หญิงควรมีผ้าพันคอไว้ประดับตกแต่งเครื่องแต่งกายเพื่อให้ดูดีได้เช่นกัน
ลองแมทผ้าพันคอกับลุคสบายๆในวันสบายๆ ก็เพิ่มสีสันให้กับการแต่งกายวันนั้นได้ไม่น้อยทีเดียว
7.รองเท้า
รองเท้าคือสิ่งที่บ่งบอกรสนิยม และการแต่งกายของลุคนั้น
เชาแต่งแนวสปอร์ตก็อาจสวมผ้าใบสักคู่เพื่อเพิ่มความเท่ห์ หรือหากอยากเป็นสาวหวาน คัทชูคือสิ่งที่ต้องมีติดไว้
โดยรองเท้าที่สวมใส่ควรเข้ากับบุคลิกของผู้สวมใส่ รวมถึงความเหมาะสมและลักษณะรูปร่าง เช่น
หากเป็นสาวขายาวอาจจะโชคดีหน่อย คือสวมใส่รองเท้าได้เกือบทุกแบบเลยก็ว่าได้
แต่หากเป็นสาวที่ช่วงขาไม่ได้ยาวมากนัก ก็อาจจะต้องเพิ่มความยาวให้กับช่วงขา ด้วยรองเท้าส้นสูง
หรืออาจใส่เป็นรองเท้าที่โชว์หน้าขาเพื่อทำให้ขาดูยาวขึ้นนั้นเอง…

0

2 แบรนด์ดังผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นที่นอกจากจะถูกยังคุณภาพดี

สำหรับของดีราคาถูกแน่นนว่าเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนเพราะนอกจากเราจะได้สินค้าที่มีราคาถูกแ
ล้วยังได้สินค้าที่มีคุณภาพอีกด้วย
จริงอยู่ที่หากพูดถึวของถูกก็มักถูกมองไปว่าอาจเป็นสินค้าที่ไร้คุณภาพใช้ไม่นานก็คงพัง
แต่สำหรับสองแบรนด์ดังที่เราจะกล่าวถึงนั้นจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในไทย
และต่างแดนยังเป็นแบรนด์ที่สินค้ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพอย่างมากแถมยังราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย
จะเป็นแบรนด์ใด และน่าสนใจแค่ไหนไปติดตามกันเลย
เอชแอนส์เอ็ม
เริ่มกันที่แบรนด์แรกกับเอชแอนส์เอ็มใครชื่นชอบเสื้อผ้าหรือของใช้ต่างๆในการแต่งตัวที่เป็นแบบมินิมอล
หรือเรียบหรูดูดีก็ห้ามพลาดที่จะมาเลือกช็อปกับแบรนด์นี้โดยเด็ดขาด
เพราะถือได้ว่าเอชแอนส์เอ็มมีดีไซน์ที่เป็นตัวเองสุดๆ
สินค้าส่วนใหญ่ของที่นี่มักถูกดีไซน์ออกมาให้ดูเรียบ แต่เต็มไปด้วยพลัง และความสวยงามที่ทั้งเรียบ
แต่ดูดีในตัว สินค้าก็มีตั้งแต่เสื้อ กางเกง โค้ท ผ้าพันคอ แหวน หมวก รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ
เสื้อกันหนาวรวมไปถึงแว่นกันแดดก็มีจำหน่ายเรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวครบจบทุกอย่างเพราะเขามีสินค้าเ
กี่ยวกับแฟชั่นวางขายครบครัน
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอชแอนส์เอ็มได้รับความนิยมอย่างมากจากบรรดานักช็อปนั่นคือเรื่องของราคาจริงอยู่ที่สิน
ค้าบางประเภทจะดูมีราคาสูง
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีสินค้าของดีราคาถูกให้เลือกเต็มร้านอย่างเช่นรองเท้าผ้าใบที่ราคาเพียง 699
บาทแต่ดีไซน์สวย และน่าใส่สุดๆหรือจะเป็รเสื้อยืดที่ผบิตจากคอตตอนชั้นดี แต่ราคาแค่ 199
บาทเท่านั้นเอง
นอกจากนี้เอชแอนส์เอ็มยังขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งการจัดโปรโมชั่นอีกด้วย
เพราะเกือบตลอดปีก็มักมีสินค้านำมาลดราคากันอยู่เสมอแถมไม่ได้ลดน้อยลดเยอะอีกต่างหากสินค้าบางอ
ย่างถูกหั่นราคาลงกว่าคึ่งเลยทีเดียวเรียกได้ว่าได้ทั้งของถูกแถมดีอีกด้วยทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับค
วามนิยมไม่น้อยในวงการแฟชั่นเลยทีเดียว
ยูนิโคล
หากพูดถงเรื่องคุณภาพของสินค้ายูนิโคลก็ไม่น้อยหน้าเอชแอนส์เอ็มเพียงแต่อาจจะมีราคาที่สูงกว่านิดห
น่อยอย่างไรก็ตามหากดูที่การดีไซน์ยูนิโคลถือเป็นแบรยนด์หนึ่งที่ผลิตสินค้าออกมาได้อย่างน่าสนใจเลย
ทีเดียวส่วนเรื่องของราคาก็มีให้เลือกหลายแบบ
สำหรับสินค้าก็มีทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตัวที่ที่สำคัญมักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาบ่อยๆอีกด้วย…

0

ประวัติ “บ็อบ มาร์เลย์” นักร้องทรงอิทธิพล สู่ผู้นำแฟชั่น สไตล์“เรกเก้”

บ็อบ มาร์เลย์ มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต เนสต้า มาร์เลย์เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1945ในเขตชนบทของประเทศจาไมก้า
สนใจและลุ่มหลงในดนตรีพื้นบ้าน(เร็กเก้)ของตนเองโดยดนตรีชนิดนี้เป็นที่นิยมในพวกผู้ใช้แรงงานผิวดำในประเทศ
โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่กล่าวถึงการแสวงหาเสรีภาพสะท้อนมุมมองทางด้านการเมืองการแบ่งแยกสีผิวและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
มาร์เลย์ได้ทำให้ดนตรีเร็กเก้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเขาเองถูกเรียกว่า ราชาเร็กเก้ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มาร์เลย์มีเพียงกีตาร์และฮาร์โมนิการ์คู่ใจขับบรรเลงเพลงเรียกร้องเสรีภาพเรียกร้องถึงจิตวิญญาณความเป็นธรรม
และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ใช้แรงงานผิวสีหรือพลเมืองชั้นสองในสังคม
บทเพลงของ บ็อบ มาร์เลย์หลากหลายเพลง
ถูกขบวนการคนผิวดำและต่อต้านการเหยียดสีผิวนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงประเด็นทางสังคม
กลุ่มขบวนการเหล่านี้คือกลุ่มหรือลัทธิรัสตาฟารี *(Rasta Farians) ที่มีสีประจำคือ แดง เหลือง เขียว
สีทั้งสามสีนี้เราสามารถพบเห็นได้ในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลากหลายชนิดของผู้คนในสังคมผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้
เพราะดนตรีเร็กเก้กับลัทธิกลุ่มรัสตาฟารี (Rasta Farians)แทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
ความหมายของสีทั้งสามอย่างนี้ก็แผกแตกต่างกันออกไปโดยสีแดงมีความว่า พระอาทิตย์ สีเหลืองมีความว่าผืนดิน
สีเขียวมีความหมายว่าต้นไม้และความอุดมสมบูรณ์
และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้คือการถักผมทรง Dread-lock
(ทรงผมทรงหนึ่งที่เป็นที่นิยมใหมู่คนแคริบเบียน)ที่เป็นสัญลักษณ์และลืมไม่ได้เลยสำหรับผู้นิยมดนตรีเร็กเก้เห็นจะเป็น กัญชา โดยลัทธิรัสตาฟารีมีความเชื่อว่า
กัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อทำสมาธิและใช้ในการเข้าพิธีกรรมในศาสนา ทุกครั้งเมื่อมีการทำพิธีกรรมต่างๆชาวรัสตาฟารีจะต้องเสพกัญชาก่อนเสมอ
มาร์เลย์ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อว่า บ็อบ มาร์เลย์ แอนด์ เดอะ เวลเลอร์ส(Bob Marley and the Wailers) ในปี 1964
นับเป็นศิลปินเพลงเร็กเกคณะแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกบทเพลงเร็กเก้เฟื่องฟูมากที่สุดในทศวรรษที่ 1970โดยการตระเวนเล่นคอนเสิร์ตอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของบ็อบ มาร์เลย์
ในปี 1975 บ็อบมาเลย์ได้แต่งงานกับริต้าพร้อมๆกับการจัดคอนเสิร์ตที่เกือบทำให้เขาจากโลกนี้ไป
โดยก่อนหน้าคอนเสิร์ต 2 วัน มีกลุ่มมือปืนมาดักยิงตัวเขา ริต้าและผู้จัดการวงดนตรี แต่โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
เขายังคงเดินหน้าแสดงคอนเสิร์ตต่อไปทั้ง ๆที่ใช้ผ้าคล้องแขนกับคอเพราะบาดเจ็บปี 1976 บ็อบ มาเลย์ต้องงดรายการคอนเสิร์ตทัวร์ทั่วยุโรป
เนื่องจากตรวจพบเป็นมะเร็งที่เท้าขวาอันเนื่องมาบาดแผลระหว่างการเล่นฟุตบอลในอดีตแล้วละเลยไม่รักษา แต่บ็อบก็สัญญากับตัวเองว่า เมื่ออาการดีขึ้น
เขาจะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตทันทีในคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้าเมื่อ 22 เมษายน 1978บนเวที บ็อบได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ โดยการให้ประธานาธิบดี
และผู้นำฝ่ายค้านขึ้นไปจับมือกันเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล The United Nations Peace Medal ในเดือนมิถุนายน 1978
ปี 1980บ็อบเป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์และกันยายนของปีเดียวกันนี้คณะแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังปอดและสมอง
ได้ลงความเห็นกันว่าอีกไม่นานราชาเร็กเก้คงจากไปหมดหวังที่จะเยียวยารักษาแต่มาร์เลย์ก็ยังใจแข็งบินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Stanley Theatre นครพิตสเบิร์ก
โดยไม่รู้ตัวว่านั่นจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของตัวเองบ็อบ มาเลย์อยากจะกลับจาไมก้าบ้านเกิด แต่ไปไม่ไหวจึงแวะพักที่นครไมอามี และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 11
พฤษภาคม 1981 ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้นศพถูกนำกลับมาฝังไว้ที่บ้านเกิดในจาไมก้า…

0

สกินเฮดทรงนี้มีที่มาไม่ธรรมดา

ครั้งหนึ่งผมทรงสกินเฮด หรือโกนแบบไม่เกลี้ยงเคยฮิตระเบิดในบ้านเรา เพราะนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม
ตัดผมทรงนี้ตอนที่เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนทำให้วัยรุ่นทั่วๆไป ตัดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ทรงนี้ดูๆไปเหมือนว่าจะเป็นทรงธรรมดา แต่ขอโทษนะครับ
ผมทรงนี้มีที่มาที่สุดยอดไม่ได้เรียบง่ายเหมือนอย่างที่หลายคนเห็นเลยแม้แต่น้อย เอาละ มาเริ่มกันเลยที่กว่า
เชื่อว่าหลานคนคงอยากที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของผมทรงสกินเฮดที่ช่างตัดผมบอกว่าหวานหมู
ดิมทีสกินเฮดเป็นวัฒนธรรมย่อยของหนุ่มสาวที่เป็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่อังกฤษในช่วงปลายยุค 60s ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก
rude boy ขยายความซักนิด Rude boy บางทีก็จะเรียกว่า rude girl สำหรับผู้หญิง ถ้าเรียกรวม ๆ ด้วยชื่อคิ้วท์ ๆ
ก็เป็น rudys เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 60s แต่บูมมาก ๆ ในช่วง 70s ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวง 2-tone ska
หรือวงสกาที่มีสมาชิกเป็นคนผิวขาวกับผิวสี
ซึ่งคนพวกนี้รับวัฒนธรรมย่อยสืบมาจากชาวจาไมก้าชนชั้นล่างที่อพยพเข้ามาในอังกฤษพร้อมกับเพลงสกาและrocksteady
และใกล้เคียงกับ hard mod โดยเด็ก ๆ ส่วนมากจะมาจากครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม
มีทั้งผิวขาวและผิวสี การแสดงออกทางสไตล์ของพวกเขาคือการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวแบบไม่พิถีพิถัน เรียบง่าย แต่ติดแบรนด์อย่างกางเกงยีน Levi’s รองเท้า Dr.Martens
แจ๊กแก็ตคอปกพอดีตัว และที่สำคัญคือทุกคนจะตัดผมเกรียน ไปจนถึงฟังเพลงสกา โซล และ blue beat
เพราะเป็นวัฒนธรรมที่แชร์มาจากผู้อพยพชาวจาไมก้าแบบเดียวกับรู้ดบอย แล้วเวลาไปปาร์ตี้ก็จะแต่งตัวด้วยชุดวิบวับ
สีฉูดฉาดจัดเต็ม ดูเป็นอะไรที่สนุกสนานมากในช่วงนั้น
สกินเฮด เกิดจากความ “ตั้งใจ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่จะแปลกแยกตัวเองออกจากสังคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเท่าเทียม
สันติภาพ ความรัก การเรียกร้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1950 เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่เป็นอย่างมากจากสังคม หลังจากนั้น 10
ปีผ่านไป ในช่วงปี1960 Skinhead ได้กลายเป็นแฟชั่นที่ผสมผสานระหว่างการแต่งกายกับแนวเพลง
เรียกแนวการแต่งกายนี้ว่า Mod โดยคนกลุ่มนี้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด รวมถึงมีการเสพดนตรีแนว Jamaican Ska,
Reggae และ Rocksteadyแต่ในช่วงต้นปี 1970 วัฒนธรรมของ สกินเฮด เริ่มซาลงไป เมื่อมีทรงผมใหม่ที่เรียกว่า
Suedehead มาแทนที่ ซึ่งเป็นทรงผมที่ใช้หวีและเจลมากขึ้นนั่นเอง
แต่อันที่จริผมทรงนี้ก็ไม่ได้หนีไปไหนมันยังอยู่ในสังคม และเราก็ยังเห็นคนที่ไว้ผมทรงนี้อยู่…

0

6 อันดับรองเท้าสนีกเกอร์ยอดนิยมตลอดกาล ตอน 1

รองเท้าผ้าใบหนึ่งในไอเทมคู่ใจการแต่งตัวของแฟชั่นในยุคนี้ทำให้หลายแบรนด์พยายามคิดค้นไอเดียใ
หม่ๆใส่เข้าไปตลอดเวลาเพื่อให้สินค้าขนิดนี้ขายดีมากขึ้น
แม้บางรุ่นจะล้มเหลวเมื่อไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่กับบางรุ่นมันได้รับการตอบรับที่ดีแบบสุด
และนี่คือ 6 สนีกเกอร์ยอดนิยมที่เรานำมาฝากในสามอันดับแรก
Adidas Superstar
ความนิยมของสนีกเกอร์คงไม่มีใครจะมาแรงเท่ากับแบรนด์สัญชาติเยอรมันรายนี้อีกแล้ว โดยAdidas
Superstarเป็นอีกหนี่งรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่ายแถมมันยังได้รับก
ารตอบรับที่ดีเยี่ยมจนมีดสียงเรียกร้องให้ผลิตเพิ่มจนในเวลานั้นมันทำยอดขายแซงหน้าไนกี้คู่แค้นไปอีก
ระดับเลยทีเดียว
ซึ่งด้วยดีไซน์ถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เพราะมีที่มาที่ไปจากจุดเริ่มต้นของรองเท้านักบาสเก็ตบอลในสมัยก่
อน
และยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนถึงเวลานี้จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแถมราคาก็ไม่แ
พงอีกด้วย
Adidas NMD
Adidas Superstar อาจได้ชื่อยอดทำรายรับได้เอยะ และเป็นที่นิยมตั้งแต่วางจำหน่าย
หากแต่พูดถึงรองเท้าอาดิดาสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ต้องยกให้ Adidas NMD
ที่จนถึงเวลานี้แม้มันจะวางจำหน่ายมานาน ทว่ายังคงได้รับความนิยมแบบสุดๆไม่มีเสื่อมคลาย โดย
Adidas NMD วันแรกที่วางจำหน่ายถึงขั้ขนมีคนเปิดพรีออเดอร์
และยอมอดนอนเพื่อไปรอรับของกันตั้งแต่เช้ามืดบางคนโดดงานโดเรียนไปบ้างก็มี
และถึงแม้จะเวลาผ่านไปนานก็ยังมีคนนิยมไปซื้อเจ้ารุ่นนี้มาใส่อยู่เรื่อยๆ Adidas NMD
ถือเป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับทั้งใส่ไปเที่ยวตามแฟชั่น
และยังเป็นรองเท้าที่สามารถใช้ในการออกกำลังกายกันได้อีกด้วย
Nike Roshe Run
ตัดมาดูที่อีกฝั่งอย่างไนกี้กันบ้างกับ Nike Roshe Run
ซึ่งถือเป็นรุ่นเรือธงของไนกี้เลยก็ว่าได้สำหรับสนีกเกอร์แฟชั่น
เพรระมันเรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากนับตั้งแต่ถูกปล่อยมาวางจำหน่ายในปี 2017
ก็ได้รับความนิยมมาโดยตลอด
โดยวัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่มาจากผ้าทำให้มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้นแถมยังให้ความรู้สึกเ
บาสบายเวลาสวมใส่จึงเป็นที่นิยมอย่างมากนั่นเอง
นอกจากนี้พื้นของรองเท้ายังใช้วัสดุพิเศษทำให้มันมีความยืดยุ่นสูง และถึงแม้จะหนา
แต่ก็มีตฃความเบามากๆใส่แล้วเดินสบายสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วอีกด้วย…

0

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยจักรพรรดิ

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยม
เมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัย
สามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขินนอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะ
ประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่
เหมาะกับสมัยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
จึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาคไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์
เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมา
โดย ชุดพระราชนิยมจะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยจักรพรรดิชุดประเภทที่ 6 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยจักรพรรดิ
ชุดไทยจักรพรรดิ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นพระที่นั่งองค์ประธาน ของหมู่พระมหามณเฑียร
มีความสำคัญเป็นพระราชพิธีมณฑล โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก,พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประทับที่พระที่นั่งองค์นี้เป็นการถาวร รัชกาลต่อๆ มา
ประทับช่วงสั้นๆ ตามกำหนดพระราชพิธี
ชุดไทยจักรพรรดิ ถือเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่หก
สำหรับใช้ในโอกาสพิเศษที่ต้องมีการแต่งตัวเต็มยศ
โดยลักษณะของชุดไทยจักรพรรดิ ใช้ซิ่นไหมหรือยกทอง เอวจีบ
จีบหน้า มีชายพก ห่มแพรจีบแบบไทย เป็นชั้นที่หนึ่งก่อน
แล้วจึงใช้สไบปักอย่างสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ
ห่มทับแพรจีบอีกชั้นหนึ่ง ใช้เข็มขัดไทยคาด
นอกจากนี้ ชุดไทยจักรพรรดิ
ยังตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม ไล่ตั้งแต่ รัดแขน
รัดเกล้า สร้อยสังวาลย์ สร้อยข้อมือ ต่างหู สร้อยคอต่างๆ
จึงมักใช้สำหรับงานที่เป็นพิธีรีตองมากกว่าชุดไทยจักรี อย่างเช่น
งานแต่งงาน งานพิธีหรือราชพิธีต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติ
สรุปคือ ชุดไทยจักรพรรดิ
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพระราชพิธีที่เป็นทางการและยิ่งใหญ่
ใช้สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นทรงรัดรูป เกาะอก,
คอเสื้อไม่มี, แขนเสื้อเป็นแบบไม่มีแขน, ลักษณะผ้าถุงมีหน้านาง
และชายพก นั่นเอง…

0

UNIQLOเเบรนด์ที่สร้างยอดขายอย่างถล่มทลาย

วงการเสื้อผ้าในทุกวันนี้มีการเเข่งขันกันอย่างสูงมากทุกเเบรนด์ต้องการที่จะให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย
เเละที่ผ่านมาเเบรนด์ที่ร้อนเเรงที่สุดในเวลานี้ต้องยกให้ UNIQLOที่มีผู้คนให้การยอมรับว่าเป็นสินค้าชั้นดีเเละสามารถเข้าถึงกับผู้คนได้ง่าย
ใครๆสามารถซื้อได้ด้วยราคาไม่เเพงเเละเป็นของดีอีกด้วยยูนิโคล่ เริ่มจากการเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าผู้ชาย ชื่อ โอโกริ โชจิ
ก่อตั้งในปี พ.ศ.2492 ในจังหวัด ยามะกุจิและต่อมาขยายเปิดร้านเสื้อผ้าของทั้งชายหญิง ภายใต้ชื่อ Unique
Clothing Warehouse โดยชื่อของแบรนด์มาจากคำว่า “unique” คือมีความเป็นเอกลักษณ์ และ “clothing” คือเสื้อผ้า
หมายถึงเสื้อผ้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์บริษัทฟาสต์รีเทลริ่งได้จดทะเบียนในกระดานรองของตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในปี 2540
และได้ย้ายเข้ากระดานหลักในปี 2542 และในปี 2548เปลี่ยนโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ
สินค้าของ UNIQLO นั้นขายดีขึ้นเรื่อยๆ ในปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2560 บริษัทคาดการณ์ว่าจะมียอดรายได้ 1.85 ล้านล้านเยน
หรือประมาณ 592,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีกำไร 100,000 ล้านเยนคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 942 เยน ณ ราคาหุ้นที่ 35,200 เยน คิดเป็นอัตราส่วน
ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 37.36 เท่าปัจจุบัน ร้านยูนิโคล่ ได้เปิดในต่างประเทศหลายสาขา
โดยเน้นเอเชียแปซิฟิก มีร้านในจีน 457 แห่ง ในเกาหลีใต้ 155 แห่ง ไต้หวัน 63 แห่ง ฟิลิปปินส์ 40 แห่ง มาเลเซีย 35 แห่ง ไทย 30 แห่ง
สิงคโปร์ 25 แห่ง และ อินโดนีเซีย 10 แห่ง ส่วนในซีกโลกตะวันตกนั้น มีร้านที่สหรัฐอเมริกา 49 แห่ง ฝรั่งเศส 15
รัสเซีย 14 สหราชอาณาจักร 10 เยอรมนี 4 เบลเยียมและแคนาดา ประเทศละ 2 ร้าน
ยูนิโคล่ ได้เน้นการมีนวัตกรรม ได้พัฒนานวัตกรรม heat tech ทำให้เสื้อผ้ามีความบาง แต่ให้ความอบอุ่น
เสื้อผ้าหน้าหนาวจึงไม่จำเป็นต้องหนาเทอะทะอีกต่อไปเเละบริษัทมีแผนที่จะย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ชั้นบนของแวร์เฮาส์ในย่าน
อะริอะเกะ ซึ่งจะมีพื้นที่ 16,529 ตารางเมตรและคาดว่าจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งนโยบายของบริษัทจะเป็นผู้ค้าปลีกที่ใช้พลังจากโลกดิจิตอล
เเละเสื้อผ้าของ UNIQLO จะเป็นเสื้อผ้า ที่นำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น เสื้อผ้าหน้าร้อน
ที่เรียกกันว่า Sarafine เป็นเทคโนโลยีที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายต่อผู้สวมใส่ และระบายเหงื่อได้ดี
ขณะที่หน้าหนาวก็มีเสื้อ HEATTECH ที่ให้ความรู้สึกอุ่นสบายรวมทั้งแจ็กเกตขนเป็ด Ultra Light Down ที่กันหนาวได้ดี
เสื้อผ้าทุกชิ้นของทางร้านจะทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปรู้สึกว่าได้ใช้ของดีราคาถูกทำให้ UNIQLO เป็นที่รู้จักเเละสนใจจากคนในทั่วโลก
เเละที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้อย่างมากมายเลยทีเดียวเเละนี้คือเเบรนด์ดังของโลกที่ได้ผลิตเสื้อผ้าชั้นดีให้กับผู้คนได้สวมใส่
UNIQLO สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกเพศทุกวัยเเละเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูงอย่างมากทำให้หลายคนที่ต้องการซื้อเสื้อผ้ามีความต้องการมองหาเเบรนด์ UNIQLO มาสวมใส่…

0

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยจิตรลดา

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาคไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์
เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมาโดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยจิตรลดาชุดประเภทที่ 2 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยจิตรลดา
ชุดไทยจิตรลดา ตั้งชื่อตามพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่สอง
สำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่ค่อนข้างเป็นทางการ อาทิเช่น
งานพิธีกลางวัน หรือ งานพิธีที่ผู้ชายแต่งเต็มยศหรืองานต้อนรับประมุขที่มาเยือน
จึงมีลักษณะที่เป็นทางการมากกว่าชุดไทยเรือนต้นส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยจิตรลดา
จะตัดเย็บด้วยผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิง หรือทอยกดอกทั้งตัวก็ได้
ตัดเป็นซิ่นยาว ป้ายหน้า เสื้อคนละท่อนกับซิ่น
คอกลมมีขอบตั้งน้อยๆ ผ่าอก แขนยาว แต่ไม่ต้องไม่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
นอกจากนี้ ชุดไทยจิตรลดายังไม่จำเป็นต้องบังคับว่าใช้ผ้าชนิดใดในการตัดเย็บ
ขอเพียงเลือกให้ให้เหมาะสมตามแต่วาระโอกาสและสถานที่เป็นพอ โดยที่ผ่านมาเราได้เห็นผู้คนมากมายสวมใส่ชุดไทยจิตรลดา
ในช่วงถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
สรุปคือ ชุดไทยจิตรลดา
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่ค่อนข้างเป็นทางการ ไม่สวมใส่
สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหน้าและติดกระดุม,
คอเสื้อกลม ขอบตั้ง, แขนเสื้อเป็นแขนยาว และ ลักษณะผ้าถุง คือ
ไหม หรือ ซิ่นป้ายหน้า นั่นเอง…

0

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยเรือนต้น

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะ
ประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมา
โดย ชุดพระราชนิยมจะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยเรือนต้น
ชุดประเภทแรกจาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยเรือนต้น
ชุดไทยเรือนต้น ตั้งชื่อตามเรือนต้น
เป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบหนึ่ง สำหรับใช้ในโอกาสลำลอง
ไม่เป็นพิธีการ เช่น งานกฐิน เที่ยวเรือ วันสำคัญทางศาสนา หรือ
งานทำบุญต่างๆ เป็นต้น เปรียบคืองานที่ไม่เป็นพิธีการมากนัก
ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยเรือนต้น จะตัดเย็บด้วยผ้าซิ่น
มีริ้วตามยาว หรือ ขวางยาวจรดข้อเท้า ป้ายหน้า
สีของเสื้อจะกลมกลืนหรือตัดกันกับ ผ้าซิ่นก็ได้
แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกใช้ผ้าที่ใช้ตัดให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่
นอกจากนี้ ชุดไทยเรือนต้น จะเป็นชุดคนละท่อนแขนสามส่วนผ่าอก กระดุมห้าเม็ดคอกลมตื้นไม่มีขอบ
เครื่องประดับที่นิยม
คือติดเข็มกลัดขนาดใหญ่พอสมควรเหนืออกเสื้อด้านซ้าย ส่วน
ตุ้มหู ต้องเป็นแบบติดกับใบหู สร้อยคอประเภท ไข่มุก หรือ
สร้อยทองสามสาย สามารถสวมใส่ได้ แต่ไม่ต้องคาดเข็มขัด
สรุปคือ ชุดไทยเรือนต้น เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสลำลอง
ไม่สวมใส่ สไบ, เสื้อด้านหน้า ผ่าหน้า และ ติดกระดุม, คอเสื้อกลม
ไม่มีขอบ, แขนเสื้อเป็นแขนสามส่วน และ ลักษณะผ้าถุง คือไหมหรือ ซิ่นป้ายหน้า นั่นเอง…

0

เทคนิคดี ๆ ในการใส่รองเท้าผ้าใบมาทำงาน

เรื่องการแต่งตัว เป็นเรื่องที่สาว ๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งเป็นสาวออฟฟิตที่ไม่มีเครื่องแบบให้แล้วล่ะ ยิ่งคิดหนักเข้าไปอีก
บางคนก็อยากใส่รองเท้าผ้าใบมาทำงาน แต่กลับทำให้คิดไม่ตกเข้าไปอีก
ว่าจะใส่ยังไงไม่ดูเหมือนจะไปเที่ยว วันนี้เราจึงอาสารวบรวมเทคนิคดี ๆ
ในการใส่รองเท้าผ้าใบไปทำงานมาฝากกันคะ
1. ใส่กับเบลเซอร์
ถ้าใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกง แล้วมาทำงาน ก็ดูจะไม่เหมาะสม
เพราะเหมือนกำลังจะไปเที่ยวมากกว่ามาทำงาน
เพียงแค่คุณหาเบลเซอร์สักตัวมาใส่คุมทับก็จะช่วยคุณได้มากทีเดียวเลยละ
2. ใส่กับกระโปรงพลีท
หนึ่งอย่างที่สาว ๆ ต้องมีติดตู้เสื้อผ้านั้นก็คือ กระโปรงพลีท
ซึ่งการใส่กระโปรงพลีทคู่กับรองเท้าผ้าใบไปทำงาน
จะช่วยให้คุณดูไม่หวานจนเกินไป ดูทะมัดทะแมงได้แบบง่ายๆ

3.สวมกับแจ็คเก็ตหนัง
แจ็กเก็ตหนัง เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สาว ๆ ควรมี
เพราะไม่ว่าจะใส่คู่กับกระโปรง หรือ กางเกง
ก็จะเพิ่มให้เราดูเท่พอเอาแมทซ์กับรองเท้าผ้าใบ
ก็จะยิ่งทำให้เราดูเท่เข้าไปอีก
4. จับคู่กับชุดสูท
ลองจับคู่สูทสีเก๋ ๆ เช่น ชมพู เทา น้ำตาลแดง
หรือสีอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป
นำมาแมทซ์กับรองเท้าผ้าใบสีพื้น ๆ สักคู่
ก็จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นมาเลยทีเดียวละ
5. ใส่กับกางเกงลายทาง
ลองใส่เสื้อผ้าที่เป็นลายทางคู่กับรองเท้าผ้าใบสีพื้น ๆ
คุณก็จะได้ลุคที่ไม่ดูเป็นทางการเกินไป และดูมีลูกเล่นน่าค้นหา
เหมาะสำหรับสาว ๆ ออฟฟิตเป็นอย่างมาก
6. ใส่กับกางเกงยีนส์
หากคุณไม่รู้จะแต่งตัวอย่างไรแล้ว ยีนส์ เป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะยีนส์สามารถนำมาแมทซ์กับอะไรก็ได้บนโลกใบนี้
ให้ลุคที่ดูทะมัดทะแมงแต่ก็ยังแต่งไปทำงานได้อยู่
7. จับคู่กับแม็กซี่เดรส
สำหรับใครที่ชอบใส่แม็กซี่เดรส
แล้วไม่อยากดูเป็นสาวหวานมากเกินไป
แนะนำให้ใส่เดรสคู่กับรองเท้าผ้าใบ ก็จะได้ลุคที่ดูแมนขึ้นมาหน่อย
แต่ก็ไม่หวานจนเกินไปกำลังพอดี
8. ใส่กับกางเกงขายาว
บางที่การใส่กางเกงยีนส์
แล้วออกไปพบลูกค้าอาจจะไมเหมาะสมสักเท่าไร

กางเกงผ้าจึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยคุณได้
แล้วใส่คู่กับร้องเท้าผ้าใบก็จะให้ลุคทะมัดทะแมงแบบสาวสมัยใหม่
9. ใส่กับชุดเดรส
รองเท้าผ้าใบสามารถเข้ากับชุดเดรสได้เป็นอย่างดี
แล้วยังช่วยเสริมให้ดูทะมัดทะแมงมากกว่าเดิมด้วย
และที่สำคัญก็ไม่มีใครกำหนดไว้ว่าต้องใส่เดรสคู่กับรองเท้าส้นสูงเท่านั้น
ลองอะไรใหม่ ๆ ดูบ้างก็ได้
10. จับคู่กับเสื้อเชิ้ต
เสื้อเชิ้ตเป็นเครื่องแต่งกายที่สุดแสนจะคลาสิก
เพราะสามารถใส่คู่กับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกางเกง หรือว่ากระโปรง
แต่งออกมาแล้วดูดี เหมาะกับทุกสถานการณ์แน่นอน…