ถ้าคุณเป็นคนรักการแต่งกายทางเว็บเรามีเทคนิคกายแต่งกาย Blog

0

แบรนด์เนมราคาจับต้องได้

ถ้าพูดถึงแบรนด์เนมแล้ว หลายคนคงนึกถึงสิ่งของที่ราคาสูงเกินเอื้อม แต่ในปัจจุบัน
มีแบรนด์เนมหลายยี่ห้อที่เปิดตัวขึ้นมาใหม่และราคาไม่แรงเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งยังมีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ
ราคาไม่ได้สูงอย่างที่คิด วันนี้จึงขอมาแนะนำเกี่ยวกับแบรนด์เนมที่ราคาไม่สูงสามารถจับต้องได้
– Cath Kidston
กระเป๋าแบรนด์ดัง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3190 บาท
เป็นกระเป๋าที่ใช้ได้ทุกโอกาส รักษาความสะอาดก็ง่าย ด้วยหนังแก้วคุณภาพดี ทนทาน การออกแบบสุดคลาสสิค
ที่ใช้ได้กับทุกลุค ทั้งวันทำงาน และวันสบายๆ เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สาวๆไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

-labella ราคาเริ่มต้น 2100-3000
เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่คงจะต้องถูกใจสาวหวานอย่างแน่นอน มีหลายแบบ หลายรุ่น
และหลายรูปทรงให้เลืกซื้อได้อย่างเต็มที่
กระเป๋าแบรนด์นี้จะมีรูปแบบแนวสาวหวาน ดหากสาวหวานคนไหน อยากแต่งในลุคส์คุณหนู
ต้องห้ามพลาดแบรนด์นี้เลยที

-charrotte ราคาเริ่มต้น 1200 บาท
กระเป๋าทรงเก๋ งานดี เนี้ยบ ด้วยรูปทรงที่ดูแข็งแรงและดูไฮคลาส เพิ่มเติมด้วยสีที่คุมโทน ดูสุขุม
เหมาะกับสาววัยทำงานเป็นอย่างมาก หากอยากได้ลุคเรียบโก้ ต้องไม่พลาดกระเป๋าถือแบรนด์นี้อย่างแน่นอน

-PLAYBOY Fashion Perforated ราคาเริ่มต้น 3,000
กระเป๋ายี่ห้อดัง ที่หลายๆคนรู้จักดีอย่างเพลย์บอย ที่ไม่ได้มีดีแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังมีกระเป๋าที่สวยไม่แพ้กัน
อย่างรุ่น Fashion Perforated ด้วยรูปทรงที่สวย โฉบเฉี่ยว เพิ่มเสน่ห์ตรงลายฉลุด้านหน้ากระเป๋า
เข้ากันกับรูปทรงโค้งมนที่ได้สัดส่วน เข้าได้กับทุกลุคส์ ไม่ว่าไปปาร์ตี้ ไปเรียน หรือแม้แต่ทำงาน
ก็สามารถใช้ได้ในหลายโอกาส

-ELYSEES HANDBAG
กระเป๋าถือหนังแท้สไตล์วินเทจ ด้วยรูปแบบสีสันที่หลากหลาย ให้ได้เลือกซื้อ
และด้วยรูปทรงกระเป๋าที่เป็นสไตล์วินเทจ เรียบหรู ดูดีมีระดับ
ทำให้กระเป๋าใบนี้ดูคลาสสิคและมีลูกเล่นที่เพิ่มมากขึ้น

-O&B 1000-1500 บาท
เมื่อพูดถึงยี่ห้อนี้ หลายๆคนคงนึกถึงรองเท้าคัทชูหนังแต่ใครจะรู้ว่ายี่ห้อนี้ไม่ได้ขายเพียงแค่รองเท้าเท่านั้น
แต่ยังมีกระเป๋า หนังนิ่ม ราคาไม่แรง แค่พันต้นๆเท่านั้นและยังมีสีสันมีให้เลือกมากมายไม่แพ้กับสีของรองเท้า
รุ่นขายดีคงจะหนีไม่พ้นรุ่น Monday Bag ที่สามรถใช้ได้ทุกโอกาส
ไม่ว่าจะเที่ยวหรือทำงานก็มิกแอนด์แมซได้ทุกลุค

– mywishlist_etsy 1200-1600
กระเป๋าสายหวาน ฟรุ้งฟ สาวคนไหนเป็นสาวสไตล์หวานด้วยแล้ว คงจะต้องตกหลุมรักกระเป่ายี่ห้อนี้อย่างแน่นอน
ด้วยเอกลักษณ์ขนนกและเพชรกริตเตอร
ที่ติดมากับกระเป๋า พร้อมด้วยราคาเพียงแค่พันต้น คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีไว้สักใบ…

0

เพชรที่ดีดูอย่างไร

 

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเครื่องประดับกับผู้หญิงนั้นเป็นของคู่กัน
แล้วหนึ่งในเครื่องประดับที่ดีและแพงที่สุดคงหนีไม่พ้น เพชร อัญมณีเลอค่าที่มีราคาสูงตามความสวยงาม
แต่ก็มีเพชรอยู่อีกไม่น้อยที่มีราคาสูง แต่คุณภาพไม่ได้สูงตามไปด้วย
ดังนั้นในบทความนี้จะบอกถึงการเลือกซื้อเพชรที่ดีดูอย่างไร และซื้อเพชรอย่างไรไม่ให้ขาดทุน

การเตรียมตัวก่อนเลือกซื้อเพชร
1.ควรมีการกำหนดงบประมาณของเพชรที่จะซื้อ เพื่อให้สามารถควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย
และยังง่ายต่อการเลือกแหวนเพชรอีกด้วย

2.กำหนดความต้องการหรือโอกาสที่จะใช้แหวนเพชร เช่นซื้อเป็นของขวัญวันเกิด ขอแต่งงาน
หรือเพื่อหมั้นและใช้ในงานแต่งรูปแบบและความแตกต่างในแต่ละโอกาสก็จะแตกต่างกันไป
วิธีเลือกซื้อแหวนเพชรที่ถูกต้อง
1.1  ใช้หลัก 4Cs ในการเลือกซื้อ คือ
1.Color คือระดับความขาวของเพชร เพชรธรรมชาตินั้นมีหลาก หลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีชมพู สีเหลือง
สีน้ำเงิน แต่กลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กลุ่มเพชรที่ใสไร้สี ซึ่งเพชรที่ไร้สี ถือเป็นเพชรที่ดีที่สุด
โดยคนไทยจะเรียกความใสของเพชรว่าน้ำความใสของเพชรที่ดีที่สุด คือ D color หรือเพชรน้ำ 100
ไล่ไปจนถึง Z color ซึ่งจะเริ่มเห็นกาารเจือปนของสีอื่นๆ ในเพชรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสีเหลือง
เพชรที่เหมาะแก่การนำไปทำเครื่องประดับเริ่มตั้งแต่ระดับ J color ขึ้นไป

2.Clarity คือระดับความสะอาดของเพชร หรือตำหนิภายในและภายนอกตามธรรมชาติ โดยเพชรที่ดีนั้น
ต้องมีตำหนิน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีเลย ซึ่งระดับเพชรที่สะอาดมากที่สุด เรียกว่า IF (Internally Flawless) คือ
ไม่มีตำหนิในเนื้อเพชรเลย เพชรระดับที่เหมาะกับการใส่เป็นเครื่องประดับ เริ่มตั้งแต่ความสะอาด VS ขึ้นไป
หากคุณซื้อเพชรที่มีใบ Certificate มาตรฐานระดับโลกจากสถาบัน HRD หรือ GIA ในใบ Certificate นั้น
จะระบุตำแหน่งของตำหนิเพชรไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้คุณได้เลือกซื้อเพชรมีที่คุณภาพ

3. Cutting การเจียระไน ทำให้เพชรเป็นประกายระยิบระยับ เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุดมี 3 องค์ประกอบ
คือสัดส่วนเพชรจะต้องสมบูรณ์แบบที่สุด จะทำให้ประกายของเพชรสะท้อนขึ้นมาด้านบน กระทบกับตามากที่สุด
ต่อมา คุณภาพการขัดเงา เหลี่ยมเจียระไนที่ดีจะทำให้เพชรเม็ดนั้น ส่องประกายที่ดีแวววาวและสวยงาม
และ ความสมมาตร คือการเจียระไนที่ทำให้เหลี่ยมเพชรทุกๆ เหลี่ยมได้สัดส่วน ขนาดเท่ากัน

4.Carat Weight คือน้ำหนักของเพชรกะะรัต คือ หน่วยวัดน้ำหนักเพชร ซึ่ง 1 กะรัต เท่ากับ 100 สตางค์
หากเป็นเพชรทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ของเพชร 1 กะรัต จะประมาณ 6 มิลลิเมตร
โดยเพชรขนาดที่เหมาะสมสำหรับแหวนเพชรเม็ดเดียว สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เพชรขนาด 10 สตางค์ขึ้นไป…

0

แฟชั่นสุดเฟี้ยว!ผมบางก็เท่ห์ได้

เรื่องของผม จะว่าเป็นปัญาใหญ่ก็ไม่ใช่เล็กก็ไม่เชิง แต่เมื่อผมบางเกิดขึ้นกับใครก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามก็อาจจะเกิดความกังวลเกิดขึ้น
เพราะถือว่าผมเป็นสิ่งที่สร้างและเปลี่ยนบุคลิกของคนคนหนึ่งได้เลย
หลายคนพยายามที่จะปกปิดส่วนที่ปริมาณเส้นผมเบาบาง เช่น คนที่โคนผมช่วงหน้าผากเริ่มบางลง
หรือมีหน้าผากกว้างและสูงจนดูเป็นคนผมน้อย จึงแก้ปัญหาการไว้หน้าม้าให้ยาว ๆ ลงมาปิด
แต่คุณลองคิดเวาลาที่ร้อนๆและเหงื่อออกเยอะๆสิ สภาพขอเราจะเป็นอย่างไร!?
วันนี้เราจึงมาแนะทรงผมสำหรับหนุ่มผมบางว่าทำทรงไหนให้เหมาะกับคุณมากที่สุด!
1. Get Skinhead
ทรงผมสุดเบสิคที่เรามักเห็นดาราหลายๆคนตัดกันจนเป็นเอกลักษ์ประจำกับไปแล้ว
ทรงนี้เหมาะกับคนผมบางสุดๆเพราะเป็นทรงผมง่าย ๆ แถมราคาค่าตัดก็ถูกสุด ๆ สามารถหาตัดได้ที่ร้านใกล้บ้าน
ไม่ต้องลำบากไปหาช่างแสนวิเศษมาจากไหน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีคิ้วหน้า หน้าชัด
หรือมีหนวดเคราแล้วการตัดทรงสกินเฮดจะทำให้ดูมี Look ที่ดูมาดแมนขึ้นอีกด้วยล่ะ
2. More Mature
Mature คือ ความเป็นผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่มี ผมน้อย หน้าผากกว้าง เถิกขึ้นไป Look แบบ Mature นี้ก็เหมาะเช่นการไว้ผม
Wet Look แบบปาดขึ้นไปเลยโชว์โหงวเฮ้งที่หน้าผากไปแบบชัดเจนให้ Look ที่สมาร์ท เนี๊ยบ เท่
มีความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งสาว ๆ หลายคนกำลังมองหา หล่อ ป๋า ใจดี พร้อมเปย์!
3. Long Front
ใสใสวัยรุ่นชอบ สำหรับคนที่ผมบริเวณขมับค่อยๆ บางลงทีละน้อย เมื่อเริ่มเห็นแล้วว่าผมบาง
การไว้ทรงนี้ก็ช่วยได้เช่นกัน ลักษณะของทรงผมคือไว้ผมหน้าม้าส่วนด้านข้างให้ไว้ยาวพอสมควร
แล้วเซ็ตผมเล็กน้อยให้เป็นทรง ก็จะดูเป็นโอปป้าขึ้นมาที่เดียวเลยล่ะ…

0

เทคนิคจับคู่สีรองเท้าให้เข้ากับชุดบุรุษสุดคูล

ต่อให้คุณแต่งตัวดีสักแค่ไหน ใส่เสื้อแบรนด์ยังไง หรือกางเกงแพงสักเท่าไหร่
แต่ถ้าเลือกรองเท้าพลาดไม่เข้ากับชุด โดยเฉพาะถ้าสีที่ไม่ไปทางเดียวกันแล้ว
ก็อาจจะทำให้การแต่งตัวที่ควรได้รับการชมในวันนั้น เปลี่ยนเป็นการถูกมองแปลกๆ
จนความมั่นใจในตัวเองลดลงและกลายเป็นแย่ๆ ในความทรงจำก็เป็นได้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์มิกซ์แต่ไม่แมทช์ขึ้น เราจึงนำเทคนิกการจับคู่สีรองเท้าให้เข้ากับเสื้อผ้าที่ใส่
เพื่อกลายเป็นชายหนุ่มสุดคูลที่ใครๆ ก็ต้องชายตามอง มาบอกกันในบทความนี้
ถ้าถามว่ารองเท้าสีไหนคลาสสิก เหมาะกับทุกสถานการณ์ และเข้าได้เกือบทุกชุด คำตอบย่อมหนีไม่พ้น ‘สีดำ’
หรือไม่ก็เป็นสีโทนเข้มจัดๆ ก็พอจะใส่ได้เข้ากับชุดทุกแบบไม่ประดักประเดิดเกินไปนัก
แต่ถ้าให้แนะนำชุดที่เหมาะกับรองเท้าที่สีดำที่สุด คงหนีไม่พ้นชุดที่ใส่กับกางเกงสีดำ สีเทา ไม่ก็สีขาว
แต่ถ้าให้ดีก็ควรเป็นรองเท้าหนังแบบผูกเชือกด้วยก็ยิ่งเท่มากเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว
แต่ถ้าเป็นคนไม่ชอบรองเท้าสีดำเพราะรู้สึกว่าเรียบเกินไปนิด
เราขอแนะนำเป็นรองเท้าสีน้ำตาลหรือไม่ก็สีเลือดวัว เพราะสามารถจับคู่ได้แทบทุกชุดเช่นกัน
สำหรับการแต่งตัวที่ไม่เน้นความเป็นทางการมากนัก แต่ก็ไม่อยากให้ฉูดฉาดจนเกินไป
เราแนะนำให้หยิบรองเท้าสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาใส่ เพราะสามารถใส่ได้กับทั้งกางเกงยีนส์ กางเกงผ้า
รวมไปถึงกางเกงขาสั้นได้แทบทุกสีเลย อย่างไรก็ตามหากเป็นไปได้ควรใส่เสื้อเชิ้ต ไม่ก็เสื้อโปโลแบบมีปก
จะยิ่งทำให้การแต่งตัวของคุณโดดเด่นไปกับรองเท้าสีน้ำเงินเข้มมากทีเดียว
ปิดท้ายด้วยรองเท้า ‘สีขาว’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสีขวัญใจมหาชน
ที่ใครต่อใครต่อก็ชื่นชอบและน่าจะมีติดบ้านอย่างน้อยก็หนึ่งคู่
แต่ถามว่ารองเท้าสีขาวเข้ากับทุกชุดหรือทุกสถานการณ์ไหม? แน่นอนว่าไม่
สมมติว่าคุณใส่ชุดโทนเข้มแล้วเอารองเท้าสีขาวเข้ามาเบรก ถ้าไม่ใช่คนมั่นใจมากๆ ก็มีสะดุดได้เหมือนกันกับ
ได้เช่นกัน
ดังนั้นหากเป็นไปอันดับแรกก็ใส่กับชุดสีขาวที่ยังไงก็เข้าแน่นอน
แต่ในทางกลับกันก็มีโอกาสโดนแซวว่าเป็นชีสูงเช่นกัน ไม่งั้นก็อาจจับคู่รองเท้าสีขาวกับบลูยีนส์
ไม่ก็เสื้อผ้าและการแต่งตัวแบบมินิมอล ก็จะช่วยให้การแต่งตัววันนั้นของคุณออกมาดีได้อย่างแน่นอน…

0

ประวัติ “VANS” รองเท้ายอดนิยมของกลุ่มวัยรุ่น

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900-1965 บริษัทผลิตรองเท้าเจ้าใหญ่ๆในอเมริกา
มีเพียงสองเจ้าเท่านั้นคือ CONVERSE RUBBER และ US.Keds(Keds,Pro Keds)
เป็นบริษัทที่ได้รับการกล่าวถึงว่า
ผลิตรองเท้าที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันชนได้ ดีที่สุด
เพราะมีความทนทาน
มีการออกแบบดีและราคาถูกจึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก
ปี 1966 รองเท้ายี่ห้อหนึ่ง
ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายมาเป็นรองเท้าระดับตำนานจนถึงวันนี้รองเท้า
สุดแนวยี่ห้อนั้นชื่อVANSได้ถือกำเนิดขึ้นจากชายผู้มีความรักและชื่นชอบรองเท้า
และชายผู้นั้นชื่อ Paul Van Doren
ชายผู้ทึ่ต้องการเขาต้องการผลิตรองเท้าที่มีรูปแบบเป็นของตัวเอง
มีความทนทานต่อทุกสภาพการใช้งานและราคาไม่แพง
ก่อนที่เขาจะมาผลิตรองเท้าที่เป็นยี่ห้อของตัวเอง Paul
ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตรองเท้าชื่อRandolph Rubber
ทีซึ่งเขาได้ทำงานผลิตรองเท้ากว่า 20ปี
ประสบการณ์ที่นี่เป็นประโยชน์กับเขาอย่างมากในเวลา
ต่อมาเมื่อ Paul มีความตั้งใจที่จะผลิตรองเท้าในแบบของตนเอง
และในปีนี้เองบริษัท Van Doren The Rubberบริษัทที่มีความชำนาญในด้านการผลิตรองเท้า
จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากการรวบรวมผู้ที่มีความสามารถ มากประสบการณ์
ในด้านต่างๆ ที่มีความต้องการเดียวกันคือ
ผลิตรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองประกอบด้วย Paul Van Doren
ผู้ชำนาญการด้านการตัดเย็บและผลิตรองเท้า Jim Van Doren (พี่ชาย Paul)
ผู้ชำนาญการด้านเครื่องจักรในการผลิต Serge D'Ella และ Gordy Lee
ผู้ชำนาญการด้านการออกแบบทั้งหมดคือกำลังหลักในการทำให้รองเท้า VANS
มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนโลกจนถึงวันนี้
Paul ได้ทำการสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต
รองเท้าเพื่อที่จะมาสร้างโรงงานแห่งแรกขึ้นที่แคลิฟอร์เนีย
การขนส่งเครื่องมือเครื่องจักร มาทุกทางเท่าที่จะมาได้ ไม่ว่าจะเป็น เรือ ,
รถบรรทุกขนาดใหญ่ , รถไฟ เพราะทั้งหมดเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่
การขนส่งจึงใช้เวลานานและยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับ PaulJim Van Doren ในตอนนั้นได้อาศัยอยู่ที่ Costa Mesa
รับอาสาทำแม่พิมพ์รองเท้าต้นแบบ ให้กับ VANS
ด้วยตัวเองโดยได้ออกแบบแม่พิมพ์รองเท้าผู้ชายขึ้นเป็นแบบแรก
และของเด็กผู้ชายในเวลาต่อมา โดย Jim ตั้งชื่อแม่พิมพ์ว่า the waffle sole
หรือพื้นรูปขนม waffle
ในการเริ่มผลิตรองเท้าในตอนแรกนั้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะ
Paul เป็นช่างรองเท้าโดยพื้นฐาน ไม่ใช่นักบัญชีและการตลาด
แต่เขากลับต้องเริ่มทำเองทุกขั้นตอนเพื่อเรียนรู้ในระบบธุรกิจที่เขาเองได้เริ่มขึ้น
การตลาดในตอนแรกเป็นแบบขายตรง
เพราะเขาไม่ต้องการให้ใบสั่งสินค้ามาเป็นตัวกำหนดทิศทางการผลิตรองเท้าและบั่นทอนจินตนาการของทีมงาน บ่อยครั้งที่ Paul
จะบอกกับทีมงานและพนักงานให้เข้าใจถึงหลักการว่า ถ้าต้องการจะทำ VANS เป็น
VANS เราจะต้องรักษามาตรฐานในการผลิตเอาไว้เพราะมาตรฐาน คือจุดขายของVANSในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1966 VANS STORE แห่งแรกได้เปิดขึ้นที่
704 E Broadway @ Anaheim, California และด้วยความใหม่ของกิจการ
ปัญหาจึงบังเกิดขึ้นมา กับพ่อค้าหน้าใหม่ วันนั้นมีลูกค้า 16
รายต้องการรองเท้าแต่ของขายหมดแม้แต่สินค้าตัวโชว์ Paul
จึงให้ลูกค้าจดชื่อรุ่นและสีของรองเท้าที่ลูกค้า ต้องการไว้
แล้วให้มารับของในวันต่อไป การมารับของพรุ่งนี้ 16 คู่ไม่ใช่ปัญหา
ปัญหาคือของที่ลูกค้าสั่งอยู่ที่อื่น นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในการส่งต้องเพิ่มขึ้น
ในวันรุ่งขึ้นลูกค้ามารับของตามนัดทุกคนได้ครบ Paul
คิดราคาเดิมไม่ได้มีการเพิ่มราคาแต่อย่างใดทั้งที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในก
ารขนส่ง รองเท้าคู่แรกของ Vans ที่ขายได้เป็นรองเท้าผู้ชายรุ่นVANS #44 DECK
SHOESหรือที่รู้จักกันในชื่อรุ่นAUTHENTICในปัจจุบัน 6 เดือนแรกของ VANS
เปิดทั้งหมด 10 store แต่ยอดขายบอกว่า VANS ขาดทุนไป 6 ใน 10 แห่งของ store
ที่เปิดมา และใน 25 สัปดาห์แรกของการเปิดบริษัทstoreมีจำนวนทั้งหมด 20 แห่ง…

0

รวม 3 เทคนิคการแต่งตัว

อย่างแรกอยากให้รู้จัก 3 วิธีง่ายๆ เลือกซื้อกางเกงยีนส์
แน่นอนว่า การที่เราจะเลือกซื้ออะไรสักอย่างนั้น เราจำเป็นต้องเลือกให้ดีที่สุด
เพราะนอกจากต้องคำนึงถึงเรื่องราคาแล้วนั้น การใช้ในระยะยาว , เหมาะสม และ
มั่นใจ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ
ท่ามกลางกางเกงยีนส์หลากหลายยี่ห้อ ที่ผุดมากขึ้นเรื่อยๆในทุกวันนี้
เราจะมีวิธีเลือกซื้อกางเกงยีนส์อย่างไรให้ดีที่สุด นี่คือ 3 วิธีง่ายๆ
ที่เพียงแค่กวาดสายตาดูเท่านั้น
เริ่มจากข้อแรก เราควรซื้อกางเกงยีนส์ ให้เล็กกว่าเอวจริง
หลายคนอาจจะส่งสัยว่า ทำไมต้องเล็กกว่าเอวจริง เพราะอาจจะทำให้เราอึดอัด
หรือ รัดมากไปหรือเปล่า แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้วนั้น กางเกงยีนส์ ส่วนมาก
ถูกทักทอออกมาเป็นแบบ บ Twill ทำให้ผ้า Cotton สามารถยึดออกได้ถึง 1-2 นิ้ว
เป็นอย่างน้อย เท่ากับว่า การเลือกซื้อกางเกงยีนส์นั้น
ควรให้เล็กกว่าเอวจริงนั่นเอง เพราะกรณีที่มันยึดออก มันทำให้เราใส่พอดี และ
ดูสวยงาม ที่สำคัญ เท่ห์แบบคูลๆด้วย
ต่อมา เราควรเลือกกางเกงยีนส์ในโทนสีเข้มเสมอ เพราะอย่างแรกเลย สีเข้มนั้น
เหมาะกับสวมใส่ในทุกๆกรณี และ ทุกๆเทศกาล
รวมถึงเหมาะใส่กับเสื้อได้ทุกสีด้วย ที่สำคัญ เวลาเข้าออฟฟิศนั้น
ก็เป็นสีที่เหมาะที่สุด อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจว่า สไตล์ใครสไตล์มัน
หากใครจะใส่สีฉูดฉาดก็ไม่เป็นไร แต่เหนื่อสิ่งอื่นใด
เราต้องคำนึงถึงควมเหมาะสมเป็นอันดับแรก
ปิดท้ายกันที่ การเลือกดูกระเป๋าหลังก่อนซื้อ เพราะว่า กรณีนี้นั้น
มันอาจจะสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับเราก็ได้ ถ้าใหญ่เกินไป
ดังนั้นเราควรเลือกกางเกงยีนส์ที่มีกระเป๋าหลังแบบพอดีๆ ไม่ใหญ่เกินไป
ไม่เล็กเกินไป หรือยาวจนเกินไป
เพราะมันอาจจะทำให้เราดูเหมือนใส่กางเกงโหลดตูดด้วย
นับว่าอาจจะเป็นการเสียบุคลิกด้วย
และ 3 วิธีสุดท้ายในการเลือกรองเท้าผ้าใบ ให้เหมาะสมที่สุด
แน่นอนว่า ในเรื่องของการแต่งกายนั้น นอกจากเสื้อผ้า หรือ เครื่องประดับต่างๆ
ที่เราให้ความสำคัญแล้ว อีกหนึ่งเรื่อง ที่ปฏิเสธไม่ได้ คงเป็นในส่วนของรองเท้า
ที่จำเป็นสำหรับการแต่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะ การเลือกรองเท้าให้แบบโดนๆ
ที่สำคัญ ทุกวันนี้ จากการที่มีรองเท้าหลากหลายแบรนด์ออกมา ก็ยิ่งทำให้เรา
ตัดสินใจยากมากขึ้น แต่วันนี้ เราจะขจัดสิ่งเหล่านั้นให้หมดไป กับ 3 วิธี
เลือกรองเท้าง่ายๆ ให้เหมาะสมกับคุณมากที่สุด
เริ่มจาก การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับ ลักษณะของเท้า โดย
ลักษณะของเท้าแต่ละคนนั้น จริงๆแล้ว หารู้ไม่ว่า มีหลายแบบมาก บางที
การเป็นพี่น้องกัน ก็ไม่ใช่ว่าจะมีลักษณะเท้าเหมือนกัน ดังนั้น
เราต้องคำนึงถึงข้อนี้ให้ดี โดย ลักษณะเท้านั้น สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่
ไม่ว่าจะเป็น เท้าแบน , เท้าสูง และ เท้าปกติ
เพราะฉะนั้นการเลือกรองเท้าให้สะดวกสบาย เราต้องนึกถึงสิ่งนี้ด้วย ที่สำคัญ
จะเป็นเรื่องดีมาก หาก เราไปลองรองเท้าด้วยตัวเอง ไม่ฝากคนอื่นซื้อ
ต่อมาเป็นการเลือกไซส์รองเท้า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน
เราต้องเลือกไซส์รองเท้าให้ดี ก็เหมือนกับเสื้อผ้า ถ้าเราใส่ไซส์พอดี
นอกจากทำให้เรามั่นใจแล้ว เรายังใส่สบายอีกด้วย ซึ่ง รองเท้า ถ้าเกิดว่า เล็ก
เกินไป ก็อาจจะกัดเท้าเราได้ หรือใหญ่เกินไป แน่อนนว่า
จะทำให้เราไม่รู้สึกกระชับ ดังนั้น เราต้องเลือกให้ดี เลือกให้พอดีที่สุด ไม่ใหญ่
หรือ เล็กเกินไป
ปิดท้ายกันที่ เหมาะสมกับการใช้งาน เป็นอีกข้อที่สำคัญเช่นกัน
ถ้าเราต้องการใส่แบบเดินเล่น เดินเที่ยว ในวันหยุด
เราก็ไม่ต้องใส่รองเท้าที่หนักมาก หรือ แนวสตรีท ขณะเดียวกัน ถ้าเราใส่วิ่ง หรือ
ออกกำลังกาย เราก็ต้องใส่รองเท้า ที่สำหรับใช้ในเรื่องนี้ไปเลย
อย่างไรก็ตามจริงๆ ก็แล้วแต่ แฟชั่นของแต่ละคนเช่นกัน…

0

5 ไอเทมรับหน้าฝน เก๋ได้ไม่ต้องกลัวเปียก!

 

ช่วงนี้บ้านเราอากาศไม่ค่อยอำนวยสักเท่าไร ไหนจะแดดออก หนาว ฝนตก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าสู่ฤดูฝนด้วยซ้ำ

ความเฉอะแฉะดูจะเป็นอุปสรรค แบบนี้ห้ามพลาดกับไอเทมที่สาวๆ
หลายคนต้องพกติดตัวอยู่ตลอดพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ วันนี้ มีไอเทมที่จะช่วยให้สาว ๆ
ใช้ชีวิตในช่วงหน้าฝนนี้ได้ง่ายขึ้นมาบอกต่อกันจะได้ไม่ต้องกลัวเปียกในช่วงนี้กันเลย
1. กระเป๋ากันน้ำ

สาวๆควรเลือกใช้กระเป๋าที่สามารถกันน้ำได้เป็นเนื้อพลาสติก ผ้าร่ม หรือแบบที่เป็นหนังเทียม
เพราะไม่ว่าคุณสาวๆจะออกไปเจอฝนหนักแค่ไหนกระเป๋าก้จะช่วยกันน้ำได้ประมาณหนึ่งซึ่งจะไม่ทำให้ให้
ของใช้ส่วนตัวที่สำคัญเปียกนั้นเอง
2.ร่มกันฝน

เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่สำคัญมากๆในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพราะมันจะช่วยไม่ให้ตัวของสาวๆเปียก
ซึ่งจะเลือกแบบไหนก็ได้หมดตามที่สะดวก
แค่แนะนำให้ใช้เป็นแบบพับเก็บใส่กระเป่าได้เพราะจะง่ายต่อการใช้งานไม่ต้องถือให้เมื่อยนั้นเอง
3.หมวกแก๊ป

หากสาวๆคิดว่าร่มยังช่วยกันฝนไม่พอ หรือในวันที่เร่งรีบ ก็ให้พกหมวกแก๊ปเอาไว้ติดกระเป๋าไว้สักใบ
ฝนตกลงมาเมื่อไรจะได้ก็หยิบออกมาใส่เพื่อไม่ให้โดนละอองฝนกันหัวเปียกได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน
4.รองเท้าฟองน้ำ

เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สาวๆต้องควรมีไว้ติดกระเป๋าน่ะค่ะ
เพราะเมื่อเวลาฝนตกจะไดเดินสะดวกไม่ต้องกลัวจะลื่น ใครที่ชอบใส่ส้นสูงต้องมีติดตัว
เพราะเนื่องจากพื้นมันจะแฉะและลื่นกว่าปกตินั้น เอง
5.เสื้อกันฝนเก๋ๆ

เป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เพื่อเสื้อกันฝนจะช่วยคลุมป้องกันไม่ให้ตัวสาวๆเปียก
เพราะเดี๋ยวจะไม่สบายไปกันใหญ่ มีให้เลือกมากมายหาชื้อง่ายด้วย…

0

แฟชั่น.การแต่งตัว.รู้หรือไม่ประวัติแบรนด์ Lacoste มีที่มาจากไหน

สินค้าเเบรนด์ดังที่อยู่ในโลกนี้มีมากมาย ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีคือ เเบรนด์
ลาคอสท์ จากประเทศฝรั่งเศส จำกันง่ายๆคือที่มีตราจระเข้นั้นเอง
ทั้งกระเป๋า รองเท้า เสื้อ กางเกง มีหมด เเล้วรู้หรือไม่ว่า Lacoste
นั้นมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้เป็นสินค้าที่ยอดยมในทุกวันนี้
Lacoste เป็นชื่อของ เรอเน่ ลาคอสท์ (Mr. Rene’ Lacoste)
เป็นอดีตนักกีฬาเทนนิส ชาวฝรั่งเศส ในยุค 1094 ที่เขาเกิดจนถึง ยุค
1996 ที่เขาได้เสียชีวิต รวมเเล้วเจ้าของเเบรนด์ Lacoste มีอายุ 92 ปี
ฝีมือการเล่นเทนนิสของ เรอเน่ ลาคอสท์
ถือว่าไม่ธรรมดาเขาสามารถคว้าชัยชนะได้สามครั้ง ในการชิงเเชมป์โลก
ที่ประเทศฝรั่งเศสบ้านเกิด ในปี 1925,1927 เเละ 1929
ในการเเข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ที่อังกฤษ เขาก็ได้เเชมป์ในปี 1925 เเละ
1928 ถือเป็นสุดยอดนักเทนนิสคนหนึ่งของวงการเลยทีเดียว
เเละยังไม่พอยังเคยผ่านการคว้าเเชมป์ ยูเอส โอเพ่น มาเเล้ว ในปี1926เเละ 1927 ด้วย
เเละจริงๆเเล้ว Lacoste ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี 1927
ที่เขาได้รับสมยานามว่า จระเข้ เพราะมีความเเม่นยำ เเละ ดุดันในการเล่น
เหมือนจระเข้ที่ไม่ยอมหยุดในการล่าเหยื่ออย่างไงอย่างนั้น
ทำให้เพื่อนบ้ายของเขาได้วาดรูปจระเข้
ไว้บนเสื้อของเขาเวลาลงเเข่งขันทุกครั้ง
เเละทำให้เขามีลัญลักษณ์ที่เสื้อคือจระเข้
เเละในปี 1993 เรอเน่ ลาคอสท์เเละเพื่อนของเขา
ได้ก่อตั้งบริษัท ลาเซอมิส ลาคอสท์
ขึ้นมาเพื่อการผลิตเสื้อเเละส่งออกผ้าที่มีลายปักษ์สัญลักษณ์จระเข้
เเละได้ออกเเบบรุ่นพิเศษเป็นผ้าที่สำหรับใส่เล่นกีฬาเทนนิส
ซึ่งเเคตตาล็อคได้ถูกตีพิมพ์ ออกจำหน่ายในปีนั้น
เเละเสื้อของ เรอเน่ ลาคอสท์
ได้ทำมาจากวัสดุชั้นดีนำมาทำเป็นเสื้อรูปทรงดูมีความภูมิฐาน สีสวย
ใส่สบาย เเละมีรสนิยมอย่างสูงหากใครได้สวยใส่จะดูมีความเป็นผู้นำ
เเละนอกจากเสื้อเเล้ว เรอเน่ ลาคอสท์ ได้สั่งผลิตรองเท้า
ที่ทรงดูสวยงามเเละมีน้ำหนักที่เบาสวมใส่สบาย
เเละได้ออกใหม่ในหลายรุ่นในเวลาต่อมาสำหรับรองเท้าเเละได้เป็นที่ชื่น
ชอบของเหล่าบรรดาเเฟนคลับของ ลาคอสท์ เป็นอย่างมาก
ต่อมา Lacoste ก็ได้เป็นที่สนใจของคนที่ชอบการเเต่งตัวทั่วโลก
มีสินค้าออกมาหลายรุ่นเเละขายไปทั่วสารทิศไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งยุโรปหรือ
เอเชีย ก็นิยมใส่กันอย่างมาก เพราะเมื่อได้ใส่ Lacoste
คุณจะดูดีขึ้นในทันที ซึ่ง Lacoste
ได้ออกเเบบเสื้อมาได้เป็นที่ถูกใจของลูกค้าทุกกลุ่มวัยอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือ วันทำงานก็สามารถสวมใส่สินค้าของ Lacoste
ได้ทั้งนั้น เพราะมันสามารถดึงดูดความสนใจมาอยู่ที่ตัวคุณได้
เเละนี้คือประวัติของ Lacoste เเบรนด์ดังระดับโลก
ที่ก่อกำเนิดมาจากนักเทนนิสที่เก่งมากในอดีตเเละเขาสามารถนำจุดเด่นของเขา
มาพัฒนาตัวเองเเละกลายมาเป็นสินค้าที่ออกสู่สายตาชาวโลกถือว่า
เป็นบุคคลที่น่าเอาเป็นเเบบอย่างยิ่งเป็นนักกีฬาก็เก่งเเล้วเเถมยังเป็นนักขายที่เก่งอีกด้วย…

0

เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยเลือกซื้อเสื้อผ้าง่ายขึ้น

ว่ากันว่า ในเรื่องของการเลือกซื้อเสื้อผ้านั้น แม้ดูเผินๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ขณะเดียวกัน
สำหรับบางคนนั้น ก็คิดแล้วคิดอีก ไม่ต่างอะไรกับ กับคำถามที่ว่า วันนี้เราจะกินอะไรกันดี ดังนั้น
ท่ามกลางคำถามคาราคาซังต่างๆ ที่เกิดขึ้น วันนี้ เราจะพาคุณมาอ่านเคล็ดลับง่ายๆ ว่าแท้จริงแล้ว
เราควรเลือกซื้อผ้าอย่างไร จึงจะถูกต้อง , เหมาะสม และ คุ้มค่ามากที่สุด
เริ่มจาก ประโยชน์ในการใช้เสื้อผ้า นี่เป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงเป็นอันดับแรกๆว่า เสื้อผ้าที่เราซื้อมานั้น นำไปใช้อะไร
สวมใส่เนื่องในโอกาสอะไร อย่างเช่น ถ้าเกิดเราใส่ไปงานศพ เราก็ต้องควรเลือกเสื้อผ้าแบบเรียบๆ
นอกจากต้องเป็นสีดำ หรือ สีขาว แล้ว ยังไม่ควรที่จะมีลวดลายอีกด้วย หรือถ้าเป็นงานแต่งงาน งานรื่มรมย์ ยินดี
ก็อาจจะเป็นเสื้อผ้าแนวสีฉูดฉาดหน่อยแล้วแต่คนชอบ ที่สำคัญ ต้องคำนึงด้วยว่าคุณภาพของผ้าทนทานแค่ไหน
ต่อมาเป็นเรื่องความสะดวก สบาย ในการสวมใส่ จริงๆแล้วเรื่องนี้แล้วแต่คนชอบเหมือนกัน
บางคนอาจจะชอบใส่เสื้อผ้าแบบหนาๆ บางคนอาจจะชอบใส่เสื้อผ้าแนวบางๆ แต่สิ่งสำคัญ เราต้องดูด้วยว่า
เราใส่ที่ไหน เช่นถ้าเราใส่นอน เราก็ควรเน้นเสื้อผ้าที่แบบสบายๆ ไม่รัด หรือ อึดอักมาก แต่หากใส่ไปข้างนอก
ก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกอะไร ใส่แล้วให้มั่นใจที่สุด
สุดท้าย น่าจะเป็นอีกหนึ่งเคสที่สำคัญ เราควรเลือก เสื้อผ้าคุณภาพดีๆหน่อย ไม่ใช่ว่า เมื่อนำมาซักแล้ว เสื้อผ้าหด หรือ
เสื้อผ้าขนาดเล็กลงจากเดิมมากๆ ดังนั้น เราควรเลือกเสื้อผ้าคุณภาพดีๆ ที่ซักแล้วไม่หด นอกจากใส่ได้นานๆแล้ว
ยังไม่รบกวนจิตใจเราด้วย
อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวอย่างไร และ เม็ดเงินในประเก๋าด้วย
ว่าสมดุลกับของที่เราจับจ่ายใช้สอยหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่เรากล่าวมาเป็นเพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆที่อยากบอกต่อเท่านั้น
ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ…

0

ประวัติ Hip Hop กระแสดนตรีที่กำลังมาในช่วงนี้

ณ เวลานี้ กระแสดนตรี Hip Hop กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย
แต่ที่จริงแล้ว Hip Hop ในประเทศไทยมีมานานมากแล้ว
แต่แค่ไม่ได้เป็นกระแสในท้องตลาด ซึ่งจะนิยมอยู่ในกลุ่มที่ไม่ใหญ่มาก
หรือที่เรียกว่า กลุ่มใต้ดิน แต่ปัจจุบัน เริ่มมีศิลปิน Hip Hop
ออกมาสร้างชื่อกันอย่างมากมาย วันนี้จะไปทราบถึงประวัติของ Hip Hop
มีความเป็นมาอย่างไร
ฮิป ฮอป Hip hop มีความหมายถึงในด้านดนตรีแนวฮิปฮอป
ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นอเมริกาและทั่วโลก
จนถูกยกระดับให้เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง
ซึ่งมีรากฐานการพัฒนามาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และ ชาวละติน
โดยในช่วงยุค 70' หลังจากที่ดนตรีดิสโก้ที่พัฒนามาจาก แนวเพลงฟังค์
ในแบบของโมทาวน์ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ทำให้มีการเปิดแผ่นเพลงในคลับต่าง ๆ และด้วยการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี
เกิดการสร้าง loop, beat ใหม่ ๆ ขึ้นมา ดนตรีฮิปฮอป จึงถือกำเนิดขึ้น
คำว่า ฮิปฮอป มักถูกยกเครดิตให้กับ Keith Cowboy แร็ปเปอร์วง
Grandmaster Flash & The Furious Five ถึงแม้ว่าในยุคนั้นศิลปินอย่าง
LoveBug Starski, Keith Cowboy, และ DJ Hollywood จะถูกเรียกในนามของ
"Disco Rap" แต่เครดิตก็มักยกให้กับ Keith Cowboy
ในช่วงยุค 70' เมื่อวัยรุ่นในย่านละแวกใกล้เคียงต้องการจะจัดงานปาร์ตี้
รื่นเริง (block party) ดนตรีฮิปฮอปจึงได้รับการแพร่ขยายเป็นที่รู้จัก
ซึ่งฮิปฮอปก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่าเป็นแนวดนตรีชนิดหนึ่งอีกต่อไป
แต่ยังได้รับการยกระดับให้เป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่งด้วย โดย
วัฒนธรรมฮิปฮอปจะเกิดขึ้นได้โดยต้องมีปัจจัย 4 อย่าง คือ
1.กราฟฟิตี (graffiti) เป็นการเพนท์ พ่น กำแพง ความหมายเพื่อการเชื้อเชิญ
แขก หรือสาว ๆ ในละแวกนั้นว่า งานปาร์ตี้เริ่มที่ไหนเมื่อไหร่
2.ดีเจ (DJ) ซึ่งมาจากคำว่า disc jockey ทำหน้าที่เป็นผู้เปิดแผ่นเพลง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานปาร์ตี้
3.บี-บอย (B-Boy) – เป็นกลุ่มคนที่มาเต้นในช่วงระหว่างที่ดีเจกำลังเซ็ทแผ่นเพลง
เพื่อเป็นการคั่นเวลา ซึ่งลักษณะการเต้น เราจะเรียกว่าเบรกแดนซ์ (break dance)

4.เอ็มซี (MC) เป็นแร็ปเปอร์ซึ่งหลังจากที่ ดีเจ เซ็ทแผ่นเรียบร้อยแล้ว MC
จะทำหน้าที่ดำเนินงาน และงานปาร์ตี้ก็ได้เริ่มขึ้น
ตอนต้นยุค 70s เริ่มจากดีเจในสมัยนั้นที่เป็นส่วนในการเล่นดนตรีแนวเบรก-
บีท (break-beat) ซึ่งเป็นที่นิยมในการเต้นรำในสมัยนั้น DJ Kool Herc และ Grandmaster
Flash ได้แยกการดีเจออกมาโดยเน้นเพื่อให้เป็นการเต้นรำได้ตลอดทั้งคืน เบรก-
บีทนั้นก็พัฒนามาจากเพลงฟังก์ที่มีพวกเครื่องเล่นเพอร์คัชชันเล่นอยู่ด้วย
และนี่ก็เป็นการพัฒนาของดีเจ รวมถึงคัตติง (cutting) ด้วย
การแร็ปนั้น พวก MC ตอนแรกจะพูดเพื่อโปรโมทให้ดีเจในงานปาร์ตี้ต่างๆ
แต่เริ่มมีการพัฒนาโดยการใส่เนื้อร้องลงไป โดยเนื้อหาอาจจะเกี่ยวกับชีวิต
เรื่องรอบตัว ยาเสพติด เซ็กส์ โดย Melle Mel มักถูกยกเครดิตว่าเป็น MC คนแรก
ปลายยุค 70s ดีเจหลายคนได้ออกแผ่น โดยมีการแร็ปลงจังหวะเพลง
เพลงที่ดัง ๆ มีอย่าง "Supperrappin" ของ Grandmaster Flash & The Furious Five, "The Breaks"
ของ Kurtis Blow และ "Rapper's Delight" ของ The Sugar Hill Gang เป็นต้น

จนกระทั่งในปี 1983 ฮิปฮิอปถูกย้ำให้ชัดเจนขึ้นเมื่อ Afrika Bambaataa and the
Soulsonic Force ได้ออกแผ่นที่ชื่อว่า "Planet Rock" แทนที่จะเป็นการแร็ปในจังหวะดิสโก้
Bambaataa ได้ใช้เสียงอีเลคโทรนิกแบบใหม่ขึ้นมาแทน
โดยเทคโนโลยีซินธิไซเซอร์สมัยนั้น จนกระทั่ง ฮิปฮอปเข้าสู่กระแสหลัก
เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 90s ซึ่งในปัจจุบันมีศิลปินแนวฮิปฮอปอยู่จำนวนมาก…