สกินเฮดทรงนี้มีที่มาไม่ธรรมดา

ครั้งหนึ่งผมทรงสกินเฮด หรือโกนแบบไม่เกลี้ยงเคยฮิตระเบิดในบ้านเรา เพราะนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม
ตัดผมทรงนี้ตอนที่เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนทำให้วัยรุ่นทั่วๆไป ตัดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ทรงนี้ดูๆไปเหมือนว่าจะเป็นทรงธรรมดา แต่ขอโทษนะครับ
ผมทรงนี้มีที่มาที่สุดยอดไม่ได้เรียบง่ายเหมือนอย่างที่หลายคนเห็นเลยแม้แต่น้อย เอาละ มาเริ่มกันเลยที่กว่า
เชื่อว่าหลานคนคงอยากที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของผมทรงสกินเฮดที่ช่างตัดผมบอกว่าหวานหมู
ดิมทีสกินเฮดเป็นวัฒนธรรมย่อยของหนุ่มสาวที่เป็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่อังกฤษในช่วงปลายยุค 60s ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก
rude boy ขยายความซักนิด Rude boy บางทีก็จะเรียกว่า rude girl สำหรับผู้หญิง ถ้าเรียกรวม ๆ ด้วยชื่อคิ้วท์ ๆ
ก็เป็น rudys เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 60s แต่บูมมาก ๆ ในช่วง 70s ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวง 2-tone ska
หรือวงสกาที่มีสมาชิกเป็นคนผิวขาวกับผิวสี
ซึ่งคนพวกนี้รับวัฒนธรรมย่อยสืบมาจากชาวจาไมก้าชนชั้นล่างที่อพยพเข้ามาในอังกฤษพร้อมกับเพลงสกาและrocksteady
และใกล้เคียงกับ hard mod โดยเด็ก ๆ ส่วนมากจะมาจากครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม
มีทั้งผิวขาวและผิวสี การแสดงออกทางสไตล์ของพวกเขาคือการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชนชั้นแรงงานออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวแบบไม่พิถีพิถัน เรียบง่าย แต่ติดแบรนด์อย่างกางเกงยีน Levi’s รองเท้า Dr.Martens
แจ๊กแก็ตคอปกพอดีตัว และที่สำคัญคือทุกคนจะตัดผมเกรียน ไปจนถึงฟังเพลงสกา โซล และ blue beat
เพราะเป็นวัฒนธรรมที่แชร์มาจากผู้อพยพชาวจาไมก้าแบบเดียวกับรู้ดบอย แล้วเวลาไปปาร์ตี้ก็จะแต่งตัวด้วยชุดวิบวับ
สีฉูดฉาดจัดเต็ม ดูเป็นอะไรที่สนุกสนานมากในช่วงนั้น
สกินเฮด เกิดจากความ “ตั้งใจ” ของคนกลุ่มหนึ่งที่จะแปลกแยกตัวเองออกจากสังคม เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเท่าเทียม
สันติภาพ ความรัก การเรียกร้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1950 เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่เป็นอย่างมากจากสังคม หลังจากนั้น 10
ปีผ่านไป ในช่วงปี1960 Skinhead ได้กลายเป็นแฟชั่นที่ผสมผสานระหว่างการแต่งกายกับแนวเพลง
เรียกแนวการแต่งกายนี้ว่า Mod โดยคนกลุ่มนี้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด รวมถึงมีการเสพดนตรีแนว Jamaican Ska,
Reggae และ Rocksteadyแต่ในช่วงต้นปี 1970 วัฒนธรรมของ สกินเฮด เริ่มซาลงไป เมื่อมีทรงผมใหม่ที่เรียกว่า
Suedehead มาแทนที่ ซึ่งเป็นทรงผมที่ใช้หวีและเจลมากขึ้นนั่นเอง
แต่อันที่จริผมทรงนี้ก็ไม่ได้หนีไปไหนมันยังอยู่ในสังคม และเราก็ยังเห็นคนที่ไว้ผมทรงนี้อยู่

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *