ประวัติ “บ็อบ มาร์เลย์” นักร้องทรงอิทธิพล สู่ผู้นำแฟชั่น สไตล์“เรกเก้”

บ็อบ มาร์เลย์ มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต เนสต้า มาร์เลย์เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1945ในเขตชนบทของประเทศจาไมก้า
สนใจและลุ่มหลงในดนตรีพื้นบ้าน(เร็กเก้)ของตนเองโดยดนตรีชนิดนี้เป็นที่นิยมในพวกผู้ใช้แรงงานผิวดำในประเทศ
โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่กล่าวถึงการแสวงหาเสรีภาพสะท้อนมุมมองทางด้านการเมืองการแบ่งแยกสีผิวและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
มาร์เลย์ได้ทำให้ดนตรีเร็กเก้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเขาเองถูกเรียกว่า ราชาเร็กเก้ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มาร์เลย์มีเพียงกีตาร์และฮาร์โมนิการ์คู่ใจขับบรรเลงเพลงเรียกร้องเสรีภาพเรียกร้องถึงจิตวิญญาณความเป็นธรรม
และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ใช้แรงงานผิวสีหรือพลเมืองชั้นสองในสังคม
บทเพลงของ บ็อบ มาร์เลย์หลากหลายเพลง
ถูกขบวนการคนผิวดำและต่อต้านการเหยียดสีผิวนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงประเด็นทางสังคม
กลุ่มขบวนการเหล่านี้คือกลุ่มหรือลัทธิรัสตาฟารี *(Rasta Farians) ที่มีสีประจำคือ แดง เหลือง เขียว
สีทั้งสามสีนี้เราสามารถพบเห็นได้ในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลากหลายชนิดของผู้คนในสังคมผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้
เพราะดนตรีเร็กเก้กับลัทธิกลุ่มรัสตาฟารี (Rasta Farians)แทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
ความหมายของสีทั้งสามอย่างนี้ก็แผกแตกต่างกันออกไปโดยสีแดงมีความว่า พระอาทิตย์ สีเหลืองมีความว่าผืนดิน
สีเขียวมีความหมายว่าต้นไม้และความอุดมสมบูรณ์
และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้คือการถักผมทรง Dread-lock
(ทรงผมทรงหนึ่งที่เป็นที่นิยมใหมู่คนแคริบเบียน)ที่เป็นสัญลักษณ์และลืมไม่ได้เลยสำหรับผู้นิยมดนตรีเร็กเก้เห็นจะเป็น กัญชา โดยลัทธิรัสตาฟารีมีความเชื่อว่า
กัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อทำสมาธิและใช้ในการเข้าพิธีกรรมในศาสนา ทุกครั้งเมื่อมีการทำพิธีกรรมต่างๆชาวรัสตาฟารีจะต้องเสพกัญชาก่อนเสมอ
มาร์เลย์ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อว่า บ็อบ มาร์เลย์ แอนด์ เดอะ เวลเลอร์ส(Bob Marley and the Wailers) ในปี 1964
นับเป็นศิลปินเพลงเร็กเกคณะแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกบทเพลงเร็กเก้เฟื่องฟูมากที่สุดในทศวรรษที่ 1970โดยการตระเวนเล่นคอนเสิร์ตอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของบ็อบ มาร์เลย์
ในปี 1975 บ็อบมาเลย์ได้แต่งงานกับริต้าพร้อมๆกับการจัดคอนเสิร์ตที่เกือบทำให้เขาจากโลกนี้ไป
โดยก่อนหน้าคอนเสิร์ต 2 วัน มีกลุ่มมือปืนมาดักยิงตัวเขา ริต้าและผู้จัดการวงดนตรี แต่โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
เขายังคงเดินหน้าแสดงคอนเสิร์ตต่อไปทั้ง ๆที่ใช้ผ้าคล้องแขนกับคอเพราะบาดเจ็บปี 1976 บ็อบ มาเลย์ต้องงดรายการคอนเสิร์ตทัวร์ทั่วยุโรป
เนื่องจากตรวจพบเป็นมะเร็งที่เท้าขวาอันเนื่องมาบาดแผลระหว่างการเล่นฟุตบอลในอดีตแล้วละเลยไม่รักษา แต่บ็อบก็สัญญากับตัวเองว่า เมื่ออาการดีขึ้น
เขาจะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตทันทีในคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้าเมื่อ 22 เมษายน 1978บนเวที บ็อบได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ โดยการให้ประธานาธิบดี
และผู้นำฝ่ายค้านขึ้นไปจับมือกันเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล The United Nations Peace Medal ในเดือนมิถุนายน 1978
ปี 1980บ็อบเป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์และกันยายนของปีเดียวกันนี้คณะแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังปอดและสมอง
ได้ลงความเห็นกันว่าอีกไม่นานราชาเร็กเก้คงจากไปหมดหวังที่จะเยียวยารักษาแต่มาร์เลย์ก็ยังใจแข็งบินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Stanley Theatre นครพิตสเบิร์ก
โดยไม่รู้ตัวว่านั่นจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของตัวเองบ็อบ มาเลย์อยากจะกลับจาไมก้าบ้านเกิด แต่ไปไม่ไหวจึงแวะพักที่นครไมอามี และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 11
พฤษภาคม 1981 ด้วยวัยเพียง 36 ปีเท่านั้นศพถูกนำกลับมาฝังไว้ที่บ้านเกิดในจาไมก้า

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *